ปิดโซเชียล.. ไปโดดน้ำให้เต็มเหนี่ยว @ แพ 500 ไร่

อยากถามว่าเคยรู้สึกแบบนี้บ้างมั้ย ?

“อยากหลีกหนีความวุ่นวาย ตัดโซเชียลออกจากชีวิตสักพัก เอาตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติ ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่”

นี่คงจะเป็นนิยามของการใช้เวลากับที่นี่ “แพ 500 ไร่” (500 Rai Floating Resort)  รีสอร์ทที่ลอยอยู่กลางเวิ้งน้ำในเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

การไปพักที่แพ 500 ไร่ของผมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะผมเคยมาพักครั้งนึงแล้วตอนปี 2012 ตั้งแต่รีสอร์ทยังไม่มีสระว่ายน้ำที่หน้ารีสอร์ท มากับเพื่อนอีกหลายคน อยากจะกลับมาอีกหลายครั้งมาก แต่ก็รวมตัวกันยากเหลือเกิน พอได้มีโอกาสกลับมาอีกทีเลยไม่ต้องคิดมากที่จะเก็บกระเป๋ามาทันที

ขอบคุณภาพมุมสูงจากโดรน ของน้องปอ และน้องใหม่ แห่งเพจวิถีตากล้อง และเภพาเที่ยว

 

เราเดินทางด้วยการนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินสุราษฎร์ธานี เมื่อมาถึงก็มีรถตู้มารับเราที่สนามบินเลย ก่อนจะเดินทางเข้าไปในเขื่อน เรามาลงทะเบียนที่สำนักงานของแพ 500 ไร่กันก่อน

 

ใช้เวลากันไม่นาน ก็เดินทางกันต่อ แค่แป็บเดียวครับ ก็ถึงเขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน กันแล้ว คำว่า เขื่อนรัชชประภา มีความหมายว่า “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร” ชื่อนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานนามให้ใหม่ จุดที่เราไปถึงก็จะไปตรงจุดชมวิวของเขื่อน เป็นที่ ๆ ใครมาเป็นต้องมาถ่ายรูปคู่กับเขื่อนกันทุกคน เราเองก็ไม่พลาด เพราะวันนี้ท้องฟ้าสีสวยมาก

 


หลังจากที่เราได้เรือที่จะพาเราเข้าไปที่รีสอร์ทกันแล้วก็ขนสัมภาระ ขึ้นเรือกันครับ เรือที่ใช้ที่นี่เป็นเรือหางยาว สามารถนั่งได้ประมาณ 10 กว่าคน ก็ประมาณกรุ๊ปนึง จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชม. อยู่ที่แรงลม อย่างวันนี้ลมค่อนข้างสงบ นั่งกันสบาย ๆ ชมความงามของทิวเขาด้านในกันเพลินเลย

 

พอถึงจุดนึงเรือก็เบาเครื่องลง ไกด์ของเราก็แนะนำว่า จุดนี้เป็นจุดที่เรียกกันว่าเป็นประตูสู่เขื่อนเชี่ยวหลาน และเป็นจุดสุดท้ายที่จะมีสัญญาณโทรศัพท์ (ของเครือข่าย AIS จะได้อีกสักระยะนึง แต่พอเข้าไปถึงในทีพักก็ดับสนิทอยู่ดี) เป็นจุดที่จะติดต่อกับใคร หรือโพสต์อะไรก็ทำให้เรียบร้อยซะก่อนจะเข้าไปด้านใน เข้าสู่โลกแห่งความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง

 

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ที่นี้คือ กุ้ยหลินของเมืองไทย ตัวผมเองไม่เคยไปกุ้ยหลิน เลยไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง แต่ผมว่า ทัศนียภาพแบบนี้ สวยไม่แพ้ใครจริง ๆ ภูเขาที่มียอดเขาต่อเนื่องกัน ไปทิวเขาสลับซับซ้อน ตั้งอยุ่กลางน้ำ ซึ่งมีระดับความลึกแตกต่างกันไป บางจุด 30 เมตร บางจุดลึกถึง 100 เมตร ระหว่างทางก็เก็บภาพไปเรื่อย ๆ ครับ ถ้าเอาที่ถ่ายมาลงก็คงจะทำให้รีวิวยาวเกิน แต่เรียกได้ว่า ใครชอบบรรยากาศแบบนี้ ก็นั่งดูได้ตลอดทางก่อนถึงที่พัก แบบไม่เบื่อกันเลย

 

ค่อนข้างแปลกใจว่า ทำไมครั้งนี้มันเร็วกว่าครั่งก่อนมาก น่าจะเพราะวิวที่ได้นั่งดูระหว่างทางแน่เลย มองเห็นรีสอร์ท ดูแล้วให้ความรู้สึกคุ้นเคย เหมือนกับที่เคยมาครั้งที่แล้ว ภาพจำในครั้งก่อนแว่บเข้ามาทันที


Welcome to 500 Rai Floating Resort

ที่ให้ความรู้สึกที่แปลกไปก็จะมี ตุ๊กตา mascot ของแพ 500 ไร่ และสระว่ายน้ำแบบใส ที่ตั้งอยู่หน้ารีสอร์ท ที่ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มาเล่นน้ำกันได้ตั้งแต่เช้าจนดึก (สระปิด 21:00) เหมาะมากสำหรับใครที่อยากเล่นน้ำตอนเย็น ๆ แต่กลัวที่จะเล่นในเขื่อน

 

อีกจุดนึงที่เปลี่ยนไปคือ ตรงกลางของอาคารหลักจะเจาะเป็นช่องตรงกลาง พร้อมทำทางเดิน แต่สามารถหย่อนขาลงไปด้านล่างได้ ตอนแรกก็คิดว่า ที่นี่เค้ามีสปาปลาด้วยเหรอ แต่ไม่ใช่นะครับ ปลาที่เห็นเป็นปลาตะเพียนตัวใหญ่ ที่อยู่ภายในเขื่อนนี่แหล่ะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่า ปลาพวกนี้จะมารุมตอดขาเรานะครับ มันแค่มากินเมล็ดข้าวโพดที่เอามาโปรยเป็นอาหารให้ปลาเท่านั้นเอง ทำไมถึงใช้ข้าวโพด ไม่ใช้อาหารเม็ดหล่ะ ทางรีสอร์ทก็บอกมาว่า ที่ไม่ใช้อาหารเม็ด เพราะถ้าปลากินไม่หมด มันจะลงไปตกเป็นของเสียทำให้น้ำเสีย แต่ใช้เมล็ดข้าวโพด ไม่มีปัญหาครับ ดูแล้วก็คล้ายตู้ปลาสีเขียวขนาดใหญ่เลย

 

จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารนี่แหล่ะครับ ขึ้นแพมาก็มากินข้าวกันก่อนเลย อาหารที่นี่จะเป็นอาหารปักษ์ใต้ ที่มีให้เติมได้แบบอิ่มไม่อั้น มีให้กัน 3 เวลากันเลยทีเดียว

 


หลังจากนั้นก็จะเอาของไปเก็บเข้าที่พักกันหล่ะ แต่เราไปดูกันก่อนดีกว่าว่าที่พักที่นี่มีแบบไหนกันบ้าง ซึ่งเป็นหลัง ๆ แบบนี้ แต่พักกันได้เป็นหมู่คณะกันเลยนะครับ บ้านหลังนึงรับแขกได้ 4-5 คน ไปจนถึง 10 คน แล้วแต่ขนาดของกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่สำคัญที่นี่เป็นแห่งเดียว ที่มีเครื่องปรับอากาศให้ใช้ แต่เค้าจะเปิดตั้งแต่ 1 ทุ่ม จนไปถึงเช้าเท่านั้นนะครับ (มาเที่ยวแบบนี้จะมานอนแอร์เย็น ๆ อยู่แต่ในห้องพักทำไม ออกไปหาอะไรทำข้างนอกดีกว่า)

 

ที่พักแบบแรกนี้เรียกว่า “Deluxe Room” พักได้ 2-4 ท่าน เป็นตัวบ้านหลังใหญ่ แบ่งเป็น 2 ด้าน ไม่เชื่อมถึงกัน มีห้องนอนที่ชั้นล่าง และชั้นบน ห้องพักที่นี่จะมีเรือคายัคให้ใช้ทุกหลังอยู่แล้ว

 

ที่พักอีกแบบนึงคือ “Family Room” ตัวอาคารด้านนอกดูแล้วอาจจะไม่แตกต่างจาก Deluxe Room เท่าไหร่ แต่ความพิเศษคือมีประตูที่ทะลุกันได้ เหมาะมากสำหรับแขกที่เข้าพักที่มีจำนวนมาก เรียกว่าเหมาหลังกันไปได้เลย เพราะสามารถรองรับแขกที่เข้าพักได้ถึง 10 คน

 

ห้องพักอีกแบบคือ “Villa Room” เป็นห้องพักที่ได้บ้านเป็นหลัง สามารถเปิดหน้าต่างได้รอบด้าน มีห้องน้ำแยกสัดส่วนกับห้องอาบน้ำ ตัวบ้านขนาดเล็กกว่า ทั้ง 2 แบบ แต่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างกว่า Deluxe room

 

แล้วเราพักกันแบบไหนหล่ะ….ที่พักที่เราพัก เรียกว่า เป็นแบบใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการกันเลยครับ มีชื่อเรียกว่า “Honeymoon Suite” ลักษณะบ้านเป็นหลังใหญ่ ที่มีห้องนอนมากถึง 3 ห้อง และ 2 ห้องน้ำ (จริง ๆ ห้องนอนน่าจะอยู่ที่ 2 ห้องนอน และมีพื้นที่เป็นส่วนของสปาต่างหากครับ) แต่ไม่ต้องคิดว่าเราจะมาสวีทกัน 2 คนนะ เพราะมากันเป็บกรุ๊ปใหญ่กันเลยทีเดียว

 

ชั้น 2 ของบ้านแบบนี้เป็นระเบียงด้านบน มีบันไดเวียนให้เดินขึ้นไปนั่งรับลมเย็น ๆ ได้ จะลากหมอนมานอนเล่นก็ดีไม่น้อย แต่ไม่สามารถเข้าห้องพักได้จากชั้น 2 นะครับ แค่เอาไว้นั่งเล่นอย่างเดียว

 

ความพิเศษของห้องนี้คือมี “Jacuzzi” ให้ และเป็นแบบที่สามารถแช่กัน 2 คนพร้อมกันได้ด้วย (จะสวีทไปไหน…) แถมห้องน้ำด้านในก็ยังเป็นแบบไฮโซสุด ๆ ชักโครกเป็นแบบไฟฟ้า เหมือนของญี่ปุ่นเลย

 


Let’s Fun….

แนะนำกันคร่าว ๆ ในส่วนของห้องพักกันไปแล้ว จริง ๆ ที่อยากให้เน้นคือ มาที่นี่มาทำอะไรมากกว่า ถามทางรีสอร์ทว่า ทำไมไม่หาอินเตอร์เน็ทมาให้ใช้กัน เค้าบอกมาได้ดีมาก ขอเอามาบอกต่อเลยแล้วกันครับ

 

“ถ้ามีอินเตอร์เน็ท คนก็จะมัวแต่เล่นเฟสบุ๊ค แชทไลน์กัน ก้มหน้าก้มตาเล่นแต่มือถือ ทั้ง ๆ ที่มีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะแยะ มาอยู่ที่นี่อยากให้ตัดขาดจากโลกภายนอกสักพัก เหมือนกับเหตุผลว่าทำไมถึงเปิดแอร์แค่ตอนกลางคืน เพราะถ้ากลางวันเปิด คนก็จะอยู่แต่ในห้อง นอนเย็น ๆ เพราะข้างนอกอากาศอาจจะร้อน แต่จริง ๆ แล้วมาที่นี่อยากให้มีกิจกรรมร่วมกัน เล่นน้ำ พายคายัค หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีอยู่รอบ ๆ ไม่ว่าจะเดินป่า เข้าถ้ำ หรือขึ้นเขา อยู่ที่แขกอยากจะไปเลย”

 

แล้วมันก็จริงมาก ๆ เวลาที่มีอยู่ ดูเหมือนจะนานแต่มันรู้สึกเดินเร็วมาก แค่นั่ง ๆ นอน ๆ เอาเท้าแช่น้ำ พายเรือโดดน้ำเล่น ก็หมดเวลาไปเป็นวันแล้ว เหมือนรู้สึกได้ย้อนไปตอนเด็ก ๆ มาพักผ่อนแบบนี้ มาอีกกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย

 

พอแดดร่มลมตก ช่วงเย็น ๆ แดดไม่ร้อนมาก ก็ถึงเวลาโดดน้ำเล่นกันหล่ะ สวมชูชีพแล้ว โดดน้ำให้ชุ่มปอดเลย แล้วไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเย็นจนหนาวนะครับ เพราะน้ำในเขื่อนโดนแดดมาทั้งวัน โดดลงไปอุ่น ๆ เย็น ๆ กำลังดีเลย จูงมือคนข้าง ๆ แล้วโดดน้ำกันเลย

 

น้องที่ไปด้วยมีการเตรียมเป็ดลอยน้ำไปด้วย เห็นแล้วอยากโดดขึ้นไปด้วยเลย แต่สงสารเป็ดมาก แค่นี้ก็คอหักจะแย่อยู่แล้ว 55+

 

แล้วอยู่ ๆ ไม่รู้เมฆฝนมาจากไหนกัน ตกลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย แต่เราดูแล้วว่าเป็นฝนก้อนเล็ก ๆ ตกแป็บเดียวก็น่าจะหยุด ตอนแรกก็แอบกลัวเหมือนกัน เห็นหลาย ๆ คนบอกว่าไม่ให้เล่นน้ำกลางฝน แต่บอกเลย มันสนุกมาก เคยวิ่งออกไปเล่นกลางฝนตอนเด็ก ๆ ยังไงก็อย่างนั้นเลย คนอื่นเค้าเข้าที่พักกัน แต่กับกลุ่มเราไม่ เล่นไม่ยอมเลิก พ่อแม่มาเห็นคงจะบ่นหูชาแน่ ๆ

 


พวกเราเล่นน้ำกันชุ่มปอดจนพอใจแล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็น จัดเต็มกับอาหารใต้ พร้อมปลาแรดทอด ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ และถ้าอยากไปบอกให้คนอื่นได้รู้ว่ามาถึงแพ 500 ไร่ จริง ๆ ต้องลองแก้วนี้ครับ “500 ไร่ ซิกเนเจอร์” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเขียว ของน้ำในเขื่อนนี้ เวลาต้องแสงไฟ

 

แล้วถ้าไม่เพลียจนเกินไป อยากให้ลองหาเวลามานั่งดูดาวที่ริมสระ เวลาที่ฟ้าที่นี่โปรง จะเห็นดาวได้ชัดมาก เรียกว่ามองด้วยตาเปล่าได้สบาย ๆ เลย บรรยากาศดีมาก ดีขนาดไหน ดูจากนางแบบในรูปแล้วกันครับ บอกให้นอนเป็นแบบแป็บเดียว เล่นเอาจะหลับเอาจริง ๆ กันเลย ถ้าไม่เรียกสงสัยได้นอนกันตรงนี้แหล่ะ

ไม่ต้องบอกว่าคืนนี้จะเป็นยังไง หลับสบายเลยครับ ไม่ได้เล่นสนุกจนเหนื่อยแบบนี้มานานแล้ว น้อง ๆ ลุกขึ้นมาถ่ายดาวกัน มีแต่ผมที่นอนยาวเลย….แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน

 

พอแสงแรกตอนเช้าค่อย ๆ โผล่พ้นเหลี่ยมเขาขึ้นมา ไม่รู้เพราะได้นอนเต็มอิ่มกันเมื่อคืนหรือเปล่านะ ภาพยามเช้าก็ดูสดชื่นมาก แสงแดดอ่อน ๆ พร้อมกับลมพัดเบา ๆ อยากเจอเช้าแบบนี้ทุกวันเลย

 

แขกที่เข้าพักหลายหลัง ก็อาศัยบรรยากาศตอนเช้า ที่ยังไม่ร้อน ตื่นขึ้นมาพายเรือคายัคเพื่อ ได้รับแสงแดดใกล้ ๆ ลอยเรือมองดูพระอาทิตย์ค่อย ๆ ขึ้นพ้นเหลี่ยมเขาขึ้นมา

 

กิจกรรมยามเช้าที่อยากให้ทุกคนได้ลองมาดูก่อนนะครับ คือการล่องเรือไปดูทะเลหมอก คลอเคลียทิวเขา กับชมสัตว์ป่าในตอนเช้า ถ้าตาดี ตาไว พอจะได้เห็นสัตว์หลายอย่าง อย่างพวกนกเหยี่ยว หรือชะนีที่ได้ยินเสียงกันบ่อย ๆ

 

ในตอนแรกเกือบจะได้เห็นหมูป่าลงมากินน้ำที่ริมน้ำแล้ว เพราะได้กลิ่นและได้ยินเสียงมันหายใจ แต่ก็พลาดเพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่นั่งเรือลำอื่นทำเสียงดัง หมูป่าเลยไม่โผล่ออกมา แต่ก็ถือเป็นโชคดีมาก เพราะได้เจอตอนมันลงมากินอาหารที่ชาวบ้านเอาเศษอาหารมาให้ เพราะช่วงนี้น้ำขึ้นสูง ทำให้พื้นที่ในการหาอาหารลดน้อยลง เกาะบางเกาะ โดนตัดขาดเป็น 2 เกาะเพราะระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น และก็เหมือนมันจะจำเสียงของเรือได้ เพราะทันทีที่เรือลำที่เอาอาหารมาให้ เคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง ฝูงหมูป่าก็ลงมา ถือว่าพึ่งพาอาศัยกัน หมูป่าได้อาหาร นักท่องเที่ยวก็ได้เห็น ได้ถ่ายรูปหมูป่าตัวเป็น ๆ ถึงแม้มันใจไกลอยู่สักหน่อยก็ตาม

 


เรากลับมากินอาหารเช้ากันที่รีสอร์ทครับ เป็นอาหารเช้าแบบง่าย ๆ แต่เหมาะมากกับมื้อเบา ๆ ตอนเช้า ขอชมพ่อครัวครับ ข้าวผัดสัปะรดอร่อยมาก ถ้าไม่ติดกิจกรรมที่จะไปทำกันต่อจากนี้คงจะจัดเต็มกว่านี้แน่ ๆ

 

พอสาย ๆ เรามีกิจกรรมที่จะไปทำกันต่อครับ เรียกว่า กินหรู อยู่สบายกันมาสักพักละ ได้เวลาไปออกแรงกันบ้าง เราจะไปเดินขึ้นเขาไปดูจุดชมวิวที่เรียกกันว่า “Tarzan View point” หรือ จุดชมวิวเขาไกรสร ครับ นั่งเรือกันไปแค่แป็บเดียวครับ ไม่ไกล แต่ใช้เวลาไปในการเดินขึ้น – ลง ประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางไม่ถือว่าไกลมาก แต่เดินขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ  ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหน ลองดูในภาพด้านล่าง เป็นจุดขาว ๆ ตรงกลางเขา ตรงนั้นแหล่ะครับที่เราจะเดินขึ้นไปกัน

 

ระยะทางในการเดินประมาณ 1.5 กิโลเมตรจากจุดที่จอดเรือครับ เป็นการเดินค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไป ถือว่าโชคดีที่วันนี้พื้นดินไม่แฉะครับ เดินได้สะดวกอยู่ ไม่ร้อนเพราะแดดลงมาไม่ถึง ต้นไม้รอบ ๆ ขึ้นสูงมาก แต่ไม่ต้องกลัวหลงครับ ทางเดินดูไม่ยาก เดินตามกันไปเรื่อย ๆ

 

มีจุดสังเกต หลาย ๆ จุดครับที่เป็นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ ต้นไทรที่สูงจนมองไม่เห็นยอดก็มี เพิ่งจะรู้จากเพื่อน ๆ อีกทีเหมือนกันครับว่า ที่นี่มีทากด้วย ไม่ได้เป็นคนแพ้สัตว์พวกนี้นะ แต่ไม่ชอบ และก็โชคดีที่ไม่เจอเลย

เดินกันสักพักใหญ่ ๆ ไม่ต้องเดากันเลย ผมเดินรั้งท้ายฮะ… 55+ สุดท้ายทุกคนจะไปหยุดรอกันตรงจุดนี้ที่ไกด์เรียกว่า “ลานทำใจ” เป็นลานที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่เป็นจุดสังเกต และมีเถาวัลย์ เลื้อยลงมา ใครมีแรงพอก็สามารถปีนขึ้นไปถ่ายรูปเก๋ ๆ ได้นะ แต่ตอนลงระวังหน่อย ที่เรียกว่าลานทำใจ เพราะเป็นจุดสุดท้าย ก่อนที่เราจะต้องปีนเขากัน (ให้ทำใจให้สบายก่อนจะไปเหนื่อยกันอีกสักพักนึง) สำหรับคนที่ปีนเขาบ่อย ๆ ไม่น่าจะมีปัญหา แต่สำหรับใครที่ไม่ค่อยปีน ให้เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างให้มือของคุณว่างเพื่อใช้เหนี่ยวตัวเองขึ้นไปนะครับ

 

ต้องยอมรับว่าผมเองค่อนข้างกังวลอยู่เหมือนกันครับ เพราะจริง ๆ แล้ว เป็นคนมีปัญหาที่หัวเข่าอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ไม่ยากเกินไปครับ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังกันพอควรเลย แต่เราก็ไม่วายจะแอบถ่ายรูปกันตรงมุมเก๋ ๆ ที่มีไม้ล้มขวางอยู่ (เป็นข้ออ้างในการขอหยุดพักระหว่างทางนี่แหล่ะ 55+)

 

แต่สุดท้ายก็ทำได้ครับ เราก็มาถึงกันตรงนี้ “Tarzan View point” ตรงนี้จะเป็นลานหิน ไม่กว้างมากครับ แต่พอจะนั่งพักกันได้ประมาณ 10 คน เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นเขื่อนรัชชประภา จากมุมสูงได้กว้างมาก ๆ มองเห็นแพอื่น ๆ ได้อีกด้วย ในบางเวลาถ้าโชคดี จะได้เห็นนกเงือกจากมุมนี้ได้ด้วย

 

เป็นมุมที่ใครขึ้นมา ต้องมาขอถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ให้เป็นความทรงจำไว้ว่า “ครั้งหนึ่งเราเคยมาชมวิวเขื่อนเชี่ยวหลานในมุม Panorama มาแล้ว”

 

ถึงแดดจะดูแรง แต่ก็มีลมเย็น ๆ พัดอยู่ตลอดนะ ในบางมุมก็สามารถนั่งหลบแดดได้ด้วย เราขอนั่งพักเหนื่อยและเก็บภาพกันพักใหญ่ ๆ ก่อนจะลงครับ สรุปว่าใช้เวลากันไปเต็ม ๆ เกือบ 3 ชั่วโมงจริง ๆ ด้วย ถามว่ายากมั้ย ผมว่าไม่ยากครับ ขนาดผมที่มีปัญหาเรื่องเข่ายังขึ้นได้เลย แต่เหนื่อยหล่ะแน่นอน แต่ถ้าได้ออกกำลังบ่อย ๆ ไม่ต้องห่วงครับสบาย

 

แค่ไม่เกิน 15 นาทีจากที่เราออกเรือก็มาถึงที่พักแล้วครับ ดีงามมาก อาหารกลางวันมื้อนี้อร่อยเป็นพิเศษ ถึงกับเติมเครื่องกันเลยทีเดียว หลังจากนี้ก็อาบน้ำแต่งตัว เตรียมจะเดินทางกลับกันหล่ะครับ

 

ระหว่างที่รอเรือที่จะพาเรากลับไปขึ้นฝั่ง ก็ยังมีเวลามาถ่ายรูปกันสักหน่อย บอกเลยว่ารู้สึกเวลาเดินเร็วมาก ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ยังไม่ได้ไปทำ ที่เค้าบอกว่า “เวลาเรามีความสุข เวลาจะเดินเร็ว” มันจริงเสียยิ่งกว่าจริงครับ

 

“งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา”

ถึงเวลาที่เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว พนักงานของแพ 500 ไร่ ก็มายืนโบกมืออำลาแขกที่เข้าพักทุก ๆ รอบ ผมว่าที่น่าประทับใจมากกว่าที่พักก็คือบริการของพนักงานที่นี่แหล่ะครับ

 

และก่อนถึงฝั่ง เราได้แวะไปจุดนึงที่ถือว่าขึ้นชื่อสำหรับที่นี่มาก ที่เรียกว่า “กุ้ยหลินน้อย” นั่นคือกลุ่มหินเล็ก ๆ ที่เรียงตัวกัน โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ที่ใครมาที่นี่ ต้องไม่พลาดที่จะมาถ่ายรูปคู่ด้วย เป็นการปิดทริปได้สวยงามจริง ๆ

สำหรับที่เขื่อนรัชชประภามีแพอยู่หลากหลายแพให้เลือกพักครับ แต่ด้วยข้อกำหนด และมาตรฐานที่ทางอุทยานกำหนดไว้ ทำให้ไม่มีการดำเนินกิจการมากกว่าเดิม ถือว่าเป็นข้อดีมากครับ ทำให้ธรรมชาติที่มีไม่ถูกทำลายเพราะการท่องเที่ยวอย่างผิดวิถี อย่างที่หลาย ๆ ที่พลาดกันมา สำหรับแพ 500 ไร่ ในความเห็นของหลาย ๆ คนราคาอาจจะดูสูงนะครับ แต่ถ้ามองรวม ๆ แล้วก็เหมือนกับเวลาที่เราซื้อ package ไปเที่ยวเกาะที่เราจ่ายครั้งเดียวจบ ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีกแล้ว ถ้าลองมาคิดแยกเป็นตัว ๆ ไปจะรู้เลยว่าไม่ได้มากอย่างที่คิด และจากที่เคยได้ถามหลาย ๆ คนที่เคยมาพัก ก็เห็นเป็นความคิดเดียวกันว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมาอีกครั้ง…สำหรับผมแล้ว น่าจะต้องมีครั้งที่ 3 อย่างแน่นอน ขอรวมก๊วนเพื่อนให้ได้ก่อน ไม่พลาดแน่ครับ…ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาโดยตลอดนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในรีวิวหน้าครับ

แพ 500 ไร่ (500 Rai Floating Resort)

บริษัท สุราษฎร์อินเตอร์ทัวร์ จำกัด
21/5 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาวง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฏร์ธานี 84230

โทรศัพท์ 077-953013 เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

ติดต่อฝ่ายขาย :

095-4100011, 095-4100066

095-4100022, 095-4100077

095-4100033, 095-4100088

website : https://www.500rai.com/

Fanpage : https://www.facebook.com/500rairesort/

แผนที่ : https://goo.gl/maps/e8264dALhzw

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

6 + 7 =


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.