ทริปเที่ยวคาวากูจิโกะ ในวันที่ฟูจิซังโดนลักพาตัว

ทริปเที่ยวคาวากูจิโกะ ในวันที่ฟูจิซังโดนลักพาตัว


สวัสดีครับ ห่างหายกันไปนานเลยสำหรับ รีวิวทริปญีปุ่นครั้งแรกของผม รีวิวนี้เป็นตอนที่ 3 แล้วนะครับ อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะ ผมลังเลอยู่นานมากว่าจะเขียนรีวิวอันนี้ดีหรือเปล่า เพราะมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังสักเท่าไร่ แต่มันก็คือเรื่องจริงที่หลาย ๆ คน อาจจะต้องเจอ ก็เลยเอามาทำเป็นข้อมูลให้เพื่อน ๆ อ่านก็แล้วกัน

คราวนี้จะพาไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ โดยเราเลือกพักแถวทะเลสาบคาวากูจิโกะ 1 ใน 5 ทะเลสาบรอบ ๆ ภูเขาไฟฟูจิ โดยจะมีรายละเอียดการเดินทางจากโตเกียว ไปด้วยรถบัส และกลับโดยรถไฟ และการเดินทางในทะเลสาบผมใช้วิธีเช่ารถขับครับ ได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดคิดมาเพียบ ทำให้การเดินทางครั้งนี้ของผมเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมและคงจะใช้ในการเดินทางครั้งต่อ ๆ ไป ไปดูกันดีกว่าครับว่า ไอ้ที่ว่า “ฟูจิซังโดนลักพาตัว” มันเป็นยังไง

หมายเหตุ : รีวิวนี้เป็นรีวิวอ้างอิงจากการไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองครั้งแรก ข้อมูลบางอย่างอาจจะมีข้อผิดพลาดได้ สำหรับเซียนญี่ปุ่นอาจจะบอกผ่านได้เลยครับ แต่ถ้าให้ดี ตรงไหนที่ดูแล้วไม่ถูกต้อง รบกวนบอกข้อมูลที่ถูกต้องให้ด้วยจะดีมาก ๆ เผื่อเป็นข้อมูลให้กับเพื่อน ๆ ที่อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองบ้าง ขอบคุณครับ

ขอเริ่มต้นการเดินทางตั้งแต่ออกจากดอนเมืองเลยแล้วกันนะครับ จะพยายามรวบให้สั้น ๆ เพราะแพลนวันแรกก็เปลี่ยนเพราะสภาพอากาศตอนไปถึงซะแล้ว… ผมออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ด้วยสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ XJ600 ออกเดินทางเวลา 23.45 น. ครับ ถึงสนามบินนาริตะเวลาโดนประมาณคือ 8:10 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ดีครับ เดินทางตอนกลางคืน แล้วไปเช้าที่ญี่ปุ่น ถึงแล้วก็พร้อมเที่ยวได้เลย

เริ่มต้นเดินทางสู่ โตเกียว

แววมาตั้งแต่ก่อนถึงแล้วครับ พอเข้าน่านฟ้าของญี่ปุ่น เวลาโดยประมาณตอนนั้นประมาณ 6 โมงกว่า ๆ ผมก็เปิดหน้าต่างเครื่องบินดู ฟ้าสวยเชียวเมฆปูเป็นพรมสวยเลย…เหมือนจะดีนะครับ แต่เห็นแบบนี้แปลได้เลยว่า ฟ้าไม่ใสแน่นอน และพอถึงสนามบิน Surprise กว่านั้นอีกครับ เพราะหิมะตก…พระเจ้าช่วย ผมเดินทางไปวันที่ 8 เมษายน คิดไว้ในใจอากาศน่าจะเย็น ๆ ไม่ถึงกับร้อนมาก แต่นี่อะไร… April Snow เลย หิมะตกเดือนเมษา…และก็เพิ่งมารู้ว่า มันมีหิมะตกในรอบ 8 ปีที่ตกในโตเกียวหน้านี้…จะดีใจหรือเสียใจดีเนี่ย ในรูปที่เห็นเป็นเม็ด ๆ เกาะกระจกอยู่คือหิมะที่ตกมากระทบนะครับ

 

เอาหละครับ ทำใจได้ก็ต้องสู้ต่อไป ในหัวคิดไว้เลยว่า เสื้อผ้าก็ไม่ได้เตรียมมาจะเอาไงกันดี ศรีภรรยาก็ขี้หนาวซะด้วย ทนความเย็นไม่ค่อยจะได้ คิดได้อย่างเดียวครับว่าให้ถึงที่พักก่อนค่อยคิด ตอนนี้คิดไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน อันดับแรกคือ ดำเนินการซื้อตั๋วรถไฟที่จะใช้เดินทางภายในทริปให้เรียบร้อยแล้วก็หาของกินก่อนครับ เพราะมาถึงเช้าจัด ที่พึ่งที่แรกก็ Family Mart นี่แหล่ะครับ อยู่ใกล้ ๆ ที่ขายตั๋ว JR เลย ได้ Sandwitch Ham Cheese ที่อร่อยสดแล้วก็เต็มคำดีมาก คิดในใจว่าไม่อดตายหล่ะ ของดีสมชื่อ พร้อมกับชาเขียวขวดนึง พยายามหารสหวานครับ เพราะชินกับที่ไทย แต่สุดท้ายไม่มีครับ ที่นี่เค้าไม่นิยมกินแบบหวานกัน เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า รสชาติชาเขียวที่นี่จึงเป็นจืดสนิท รสธรรมชาติจริง ๆ หลังจัดการเรียบร้อยแล้วก็เตรียมเดินทางเข้าเมืองกันเลยครับ ด้วยรถไฟสาย Keisei Access Express เพราะเราต้องการไปลงที่ Asakusa ครับ (รถไฟก็แบบในรูปเลย)

เริ่มต้นเดินทางเข้าสู่ โตเกียว

 

ที่พักที่เราเลือกไว้ในคืนนี้คือ “K’s House Tokyo Oasis” ที่อยู่ใกล้ ๆ กับวัดอาซากุสะครับ รายละเอียดของโรงแรม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่นะครับ รีวิวที่พักตลอดทริปโตเกียว 9 วัน

K's House Tokyo Oasis

หลังจากที่เข้าที่พักเพื่อเก็บของก่อน ซึ่งยังเข้าไม่ได้ในทันทีนะครับ แต่สามารถเอาสัมภาระไปเก็บก่อนได้ ก็ตากฝนเข้าที่พักกันเลย และยอมรับว่าต่างกับเมืองไทยลิบลับ เพราะทั้งเปียกทั้งหนาวเลย อุณหภูมิประมาณ 9 – 10 องศาเท่านั้นเอง

เราสองคนจึงตกลงกันว่า จากโปรแกรมที่ตั้งใจไว้คือจะไปไหว้พระแล้วก็ไปเดินหลาย ๆ จุด ก็กลายเป็น หลังจากไหว้พระ กินข้าวแล้ว ก็ต้องไปเดินหาซื้ออุปกรณ์กันหนาวกันหล่ะ เพราะไม่ไหวแน่ถ้าไม่จัดการก่อน หมดเงินไปอีกหลายเลยครับ เสียเวลาด้วยเพราะไม่ใช่หน้าหนาวแล้ว ตามร้านเสื้อผ้าก็กลายเป็นแฟชั่นฤดูใบไม้ผลิกันแล้วด้วย ก็หน้าร้อนนั่นแหละครับ ก็ยังโชคดีที่ Uniqlo สาขา Ueno มีลดราคาอยู่พอดี (แต่ก็ยังแพงกว่าบ้านเราอยู่ดีนะ) รอดตายครับ ได้ซื้อทั้ง Heat-Tech และเสื้อกันหนาวมาใช้

 

กว่าจะเดินหาซื้อของกันเรียบร้อย ก็เกือบเย็นแล้วครับ เราสองคนก็เลยตั้งใจว่าจะลองไปตามแพลนเดิมที่ตั้งไว้ ก็คือไปเดินแถว Tokyo Sky Tree กัน เพราะถ้าไม่มาวันนี้วันอื่นก็คงไม่ได้มาเพราะแพลนมันต้องไปต่อไป ก็ยังดีครับที่เราไม่ได้ขึ้นไปด้านบน เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายที่สูงแล้ว ก็คงไม่เห็นอะไร ก็พี่หมอกท่านดันมาซะเต็มเลย ก็ตามรูปแหละครับ เรียกได้ว่าไม่เห็นยอดเลย ก็เลยกลายเป็นเดิน Shopping กันตั้งแต่วันแรกเลย (ผิดแผนไปนิดเพราะจริง ๆ อยากจะเก็บไว้สุดท้ายจะได้ไม่ต้องแบกของหนัก)

Tokyo-SkyTree

 

หลังจากนั้นเราก็กลับเข้าที่พักครับ แต่เป้าหมายของผมก่อนเข้าที่พักคือ อยากถ่ายวัด Sensoji ในตอนกลางคืนครับ เพราะนอกเหนือจากจะสวยแล้ว คนยังน้อยอีกต่างหาก แนะนำนะครับว่าถ้าใครอยากมาแล้วไม่อยากเจอคนเยอะ ๆ ให้มาตอนกลางคืน เลือกมุมได้เลย แล้วเค้าก็เปิดไฟค่อนข้างดึกทีเดียวกว่าจะปิด

ย่าน Sensoji ยามค่ำคืน
Sensoji-Temple-Night
Sensoji Temple Night
ขอจบวันแรกกันแบบเร็วแล้วกันนะครับ ต่อไปจะเป็นรายละเอียดของการไปคาวากูจิโกะจริง ๆ หล่ะนะ ไม่อยากเสียเวลา ไปต่อกันเลยครับ


วันนี้เราออกกันเช้ามาก ๆ ครับ เพราะต้องการไปขึ้นรถบัสตามที่ได้จองเอาไว้ คือประมาณ 8 โมงกว่า ๆ ไม่อยากตกรถ เพราะการใช้รถไฟฟ้าในตอนเช้าช่วง Rush Hour (7:00 – 9:00) เป็นอะไรที่ไม่อยากทำเด็ดขาด ไหนจะเจอคนเยอะแล้ว คนญี่ปุ่นเองอาจจะรำคาญกับสัมภาระของเราก็เป็นได้ แล้วไหนจะใช้เวลาร่วม ๆ 2 ชั่วโมงในการเดินทางไปอีกต่างหาก เราตั้งใจไว้ไม่ให้ไปถึงเกิน 10 โมงครับ แต่เห็นบรรยากาศตอนเช้าที่นี่แล้วมันสดชื่นจริง ๆ ถ้าไม่รีบคงจะดีกว่านี้
Asakusa ยามเช้า
ขออธิบายการเดินทางไปขึ้นรถบัสด้วยภาพตามนี้แล้วกันนะครับ เราเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Asakusa ไปขึ้นที่สถานี Shinjuku ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยไปเปลี่ยนรถไฟอีกสายที่สถานี Akasaka-mitsuke (ในแผนที่คือเป็นเส้นสีส้มแล้วเปลี่ยนเป็นเส้นสีแดงครับ)

แผนที่การเดินทางไปขึ้นรถที่ ชินจูกุ

 

หลังจากออกจากสถานีแล้ว เราจะเจอกับอาคารใหญ่ ๆ หลายอาคารเลย พยายามมองหา ป้ายน้ำเงิน เป็นแทบอย่างในรูปครับและเดินไปที่อาคารที่มีป้ายแดง ๆ ซึ่งจริง ๆ มันก็คือห้าง Yodabashi สาขาชินจูกุครับ (ซึ่งถ้าออกมาจากสถานีจะมองไม่เห็นครับ ให้ออกมาเดินไปทางซ้ายไปทางป้ายน้ำเงินที่บอกเอาไว้ แล้วพยายามมองหาอาคารที่บอกไว้แล้วเดินตามทางไปตามภาพด้านล่างเลยครับ)

ด้านหน้าสถานีรถไฟใต้ดิน ชินจูกุ
ตำแหน่งตึก Yodobashi Shinjuku

อาคารออกตั๋วรถบัสคืออาคารที่อยู่ข้าง ๆ กันที่ถึงก่อน Yodobashi Shinjuku ครับ จะมีป้าย Keio อยู่ตามในรูปครับ เดินเข้าไปเลย จะมี counter ขายตั๋วอยู่ หาแถวที่บอกว่าไป Fujikyu หรือ Kawaguchiko นี่แหล่ะ (ผมจำไม่ได้ขอโทษด้วย แต่ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ด้านซ้ายมือสุดครับ)

การเดินไปขึ้นรถไปคาวากูจิโกะ
การเดินไปขึ้นรถไปคาวากูจิโกะ

 

แล้วผมก็เอาเอกสารที่ทำการจองไว้ตั้งแต่อยู่เมืองไทยให้ดูว่าเราได้เคยจองไว้แล้วนะตามเวลาที่จองไว้ แต่เนื่องจากผมไปถึงเร็วก่อนเวลาตั้งรอบนึงเลยขอเค้าว่าอยากไปเที่ยวถัดไปเลยได้มั้ย พนักงานก็ใจดีครับ ก็ทำการเปลี่ยนให้ ซึ่งก็ดีเลยไม่ต้องรอ เอาตารางเวลามาให้ดูนะครับ ส่วนราคาก็ตามนั้นเลย 1,750 เยน ตอนแรกเลือกไว้ที่ 8:10 แต่ขอเลื่อนเป็น 7:40

ทางไปจองไปตาม link นี้เลยครับ https://www.highwaybus.com/rs-web01-prd-rel/gp/foreign/frgSelectLine?lang=en ไปจองก่อนได้ ไม่ได้เสียเงินก่อนแต่อย่างใด เหมือนทำการ booking ไว้เฉย ๆ แล้วก็ print ไว้เป็นหลักฐาน ก็ง่ายด้วยเวลายื่นให้พนักงานดู เค้าจะได้เข้าใจว่าเราอยากไปเที่ยวไหน
ตารางการเดินรถไป คาวากูจิโกะ

เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อย พนักงานจะให้ตั๋วพร้อมกับใบแนบมาว่า ให้ไปรอที่ป้ายรถที่ 26ก็ไม่ยากอะไร เดินออกมาแล้วเดินข้ามถนนมา ตามแผนที่ตามใบแนบ ข้อมูลในบัตรคือ รอบที่ 7:40 รถสาย 1121 คันที่ 2 หายเลขที่นั่ง 01A (อ่านดูจากในตั๋วนะครับว่ามันคือตรงไหน) หนังสือด้านหลังคือคู่มือที่ผมทำขึ้นมาเองนะครับ ไม่ได้แถมมาให้

ตั๋วรถบัสไปคาวากูจิโกะ
ป้ายที่รอรถบัสไปคาวากูจิโกะ

 

รถที่เราโดยสารก็เป็นแบบนี้แหล่ะครับ ตอนแรกคิดในใจว่ารถจะมีอยู่คันเดียว แต่จริง ๆ แล้วตอนผมไปนี่ทั้งหมดรอบนี้มี 3 คันครับ คันของผมเป็นคันที่ 2 คือถ้าไม่ชัวร์ก็ถามนายท่าตรงนั้นได้ครับ เค้าจะคอยบอกเราว่าคันไหน เบาะที่นั่งก็เป็นที่นั่งคู่ครับ ไม่เล็กนั่งได้สบาย ๆ แล้วก็มีถาดสำหรับวางกล่องข้าวเพื่อทานด้วย ตอนแรกก็ว่าจะซื้อแหล่ะครับ แต่กลัวมาขึ้นรถไม่ทัน ด้วยความตื่นเต้นด้วยหล่ะมั้งทำให้ไม่ค่อยหิวข้าวเลย

รถบัสไป คาวากูจิโกะ
ภายในรถบัส คาวากูจิโกะ

 

โชคดีที่ได้ที่นั่งหน้าสุดเลย ทำให้ถ่ายรูปได้ง่าย ๆ ได้ถ่าย Cockpit ของคนขับด้วย ตู้ด้านข้างคนขับอันนั้นก็คือตู้หยอดเหรียญหรือแตะบัตร Suica เพื่อเป็นค่าโดยสารนะครับ มีกระจกป้องกันจากด้านข้างกับด้านหลังด้วย เป็นพื้นที่ส่วนตัวจริง ๆ
มุมมองจากภายในรถบัสไป คาวากูจิโกะ

 

ที่ผมเลือกที่จะเดินทางไปด้วยรถบัสแล้วกับด้วยรถไฟ เพราะเคยอ่านเจอว่าขากลับเข้าเมืองด้วยรถบัส อาจจะเสียเวลาเป็น 2 เท่าด้วยการจราจรที่คับคั่งยามเย็น ซึ่งในระหว่างทางผมในฝั่งตรงข้ามรถก็เยอะจริง ๆ ครับ นี่ขนาดตอนเช้านะ เพราะเหมือนคนเดินทางมาทำงานตอนเช้ากันก็เยอะ (คงจะเหมือนขึ้นทางด่วนบ้านเรานี่แหล่ะ) แล้วบ้านเค้าก็มีระเบียบซะจนเรียกว่า ถึงจะติดกันแค่ไหน ก็ไม่มีการแทรกเลนกัน ขับตาม ๆ กันไป เพราะฉะนั้นท่านที่กำลังจะเลือกวิธีเดินทางก็ลองหาข้อมูลดี ๆ นะครับว่าจะเดินทางยังไงดี

สภาพการจราจรตอนเช้าบนทางด่วน เข้าสู่โตเกียว

 

นั่งไปเรื่อย ๆ มีการรับคนระหว่างทางบ้าง แต่พอใกล้ ๆ ถึงก็จะเห็นความหนาวเย็นที่รออยู่ได้เลยครับว่าเป็นยังไง ในรูปคือหิมะที่ยังปกคลุมยอดต้นไม้ในภูเขาระหว่างทาง

วิวเขาที่มีหิมะปกคลุมระหว่างเดินทางไป คาวากูจิโกะ

 

รถจะจอดป้ายหลักป้ายแรกที่ Fujikyu Highland นะครับ มีนักท่องเที่ยวหลายคนเลยที่ลงที่นี่ รูปนี้คือ ต้นสนที่หิมะเริ่มจะละลายแล้วหล่ะ กำลังคิดอยู่ว่าเครื่องมือป้องกันความเย็นที่หามาจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหนกัน พอจอดส่งคนได้สักพักนึง ก็ไปต่อไปครับ เห็นป้ายไว ๆ ว่าใกล้ถึง Kawaguchiko แล้ว

หิมะบนยอดต้นสน
ทางไป คาวากูจิโกะ


แล้วเราก็มาถึงครับ สถานีรถไฟ Kawaguchiko ซึ่งเป็นสถานีในการขึ้น – ลงรถบัสด้วย พอไปถึงแล้วจะเห็นรถไฟสีแดง ๆ ครับ ให้เดินไปทางด้านหลัง จะมี Tourist Information อยู่ เข้าไปสอบถามข้อมูลพร้อมกับส่วนลดในการใช้บริการต่าง ๆ ได้ (บอกตามตรงนะครับว่า ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าตรงไหนคือภูเขาไฟฟูจิ เรียกว่ามันมองไม่เห็นเลย จริง ๆ แล้วถ้าฟ้าเปิด เราจะมองเห็นได้จากตรงนี้เลยด้วยซ้ำ)

สถานี คาวากูจิโกะ
รถบัสที่ใช้เดินทางภายในทะเลสาบนี้มีหลายสายนะครับ มีหลายแบบด้วย ต้องลองดูดี ๆ คันนี้เป็น 1 ในหลาย ๆ คันที่วิ่งรับส่งในละแวกนี้ ต้องดูจากป้ายดี ๆ ครับว่าขึ้นแล้วไปที่ไหนบ้าง

รถบัสที่วิ่งภายใน คาวากูจิโกะ

อ่อ ภาพตู้ Locker ด้านล่างคือที่ฝากกระเป๋าเดินทางที่สถานี ซึ่งมีอยู่เท่าที่เห็นนะครับ ใครจะเอากระเป๋ามาฝากก็ต้องเผื่อใจไว้นิด เพราะตอนที่ผมไปนี่ ตู้ใบใหญ่แทบจะไม่เหลือเลย ถึงแม้ร้านค้าแถวนั้นจะให้ฝากได้ก็ตามแต่ไม่ได้ให้ฝากข้ามคืนนะครับ
locker ภายในสถานีรถไฟ คาวากูจิโกะ

 

ในตอนแรก เราสองคนตั้งใจว่าจะเดินทางด้วย Retro Bus ที่มีให้บริการภายในทะเลสาบ ซึ่งค่าบริการก็ไม่แพง 2 วัน เสียแค่คนละ 1,000 เยนเอง แต่ด้วยความที่แฟนผมทนอากาศหนาวไม่ค่อยจะไหว แล้วกว่ารถแต่ละคันจะวิ่งมารับก็ใช้เวลาพอควรเลย ก็เลยยอมลงทุนเช่ารถครับ
ก็ไปขอข้อมูลจาก Tourist Information ครับว่าเช่ารถตรงไหน เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้เดินไปตามแผนที่แผ่นพับ ที่ยืนให้เรา แต่มันเป็นภาษาญี่ปุ่นประกอบด้วยความที่มันเล็ก ผมเลยวาดขึ้นมาใหม่ให้ดูง่าย ๆ ครับ ก็คือพอเราหันหลังให้สถานี้ ก็ให้เดินไปทางขวามือ ไปตามทางเรื่อย ๆ จะเป็นแนวโค้งตามถนน พอถึงแยกให้สังเกตป้ายปั๊มน้ำมัน Eneos สีส้ม ๆ ด้านขวาใหญ่ ๆ ที่เช่ารถก็อยู่ข้าง ๆ กันแหละครับ

แผนที่ไปเช่ารถขับภายใน คาวากูจิโกะ

บริษัทให้เช่ารถเป็นของ Toyota ครับ มีรถให้เลือกหลายคันเลย สามารถจองล่วงหน้าจากเว็บไซด์ได้ครับ แต่ตอนผมไปถึงนี่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเช่าหรือไม่เช่าดี แต่สรุปด้วยสภาวะอากาศก็เลยเช่าดีกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าคุณมากันสัก 4 คน ก็ไม่แพงหรอกครับ ถ้าเทียบต่อคนแล้วไม่แพงเลยครับ
Toyota Rent a Car

สนนราคามีเรท ตั้งแต่ 6 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง หรือเป็น 1 วัน โดยราคาจะแตกต่างกันตาม class ที่เลือกครับ เราเลือกเป็น P1 เวลา 1 วัน ราคาก็อยู่ที่ 7,020 เยน บวกประกัน (Deduct) อีก 1,080 เยน เป็นทั้งหมด 8,200 เยน น้ำมันต่างหากครับ โดยเติมให้เต็มถังก่อนเอามาคืน ซึ่งก็ไม่ยากเพราะว่าปั๊มอยู่ข้าง ๆ กันเลย (อ่อ เวลาเติมแล้วขอใบเสร็จมายืนยันด้วยนะครับ ผมลืมขอ เสียเวลาอธิบายไปพักนึงเลย)

ปั๊ม Eneos ข้าง ๆ Toyota Rent a Car

 

สำหรับคนที่ต้องการเช่ารถขับ เอกสารที่ใช้ประกอบการเช่ารถ สำคัญ ๆ ก็มีอยู่ 2 อย่างครับ คือ Passport กับ ใบขับขี่สากล ซึ่งการไปทำใบขับขี่สากลไม่ยากเลยครับ ได้ภายในวันเดียวเลย ใช้เวลาไม่นานกับเงินอีก 500 บาทนิด ๆ (สำหรับคนจ่ายเงินค่าเช่ารถเป็นใครก็ได้ครับ ตอนเช่ารูดบัตรของแฟนผมเอา)

รถที่ได้คือ Vitz 5 ประตู หรือก็คือ Yaris 5 ประตูบ้านเรานี่แหล่ะครับ คันในรูปเลย รถทุกคันที่นี่จะมี GPS ให้ แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นนะครับ ของผมใช้ Google Map ใน Smartphone นี่แหล่ะใช้ได้เหมือนกัน

Toyata Vitz

 

เมื่อเรารับรถเรียบร้อยแล้ว ก็ไปหามื้อแรกทานกันครับ คือจะบอกว่าร้านค้า ร้านอาหารที่นี่ หลาย ๆ ร้านจะเริ่มเปิดบริการประมาณ 11.00 น. เรามันกันเช้ากว่าที่แพลนไว้พอสมควรเลย เลยต้องหาร้านที่มีขายอาหารในช่วงเช้านี้ครับ ทำไงดีหล่ะถามอากู๋ (Google) ครับ ว่า “ร้านอาหารรอบ ๆ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ” มีตรงไหนบ้าง ไม่อยากจัดหนัก เพราะกะว่าวันนี้คงมีเรื่องให้ชิมทั้งวัน หวยเลยไปตกที่ร้านนี้เลยครับ “Cafe Gusto”

Cafe Gusto Kawaguchiko

 

พิกัด GPS ของร้านนี้ตามนี้นะครับ : 35.502827, 138.757862 ร้านตั้งอยู่ตรง 4 แยกเลยสังเกตได้ไม่ยาก (map link : https://goo.gl/maps/3geHs8nZLGA2)

ร้านนี้เป็นร้านที่เปิดขายเกือบ 24 ชม.ครับ เปิดตั้งแต่ 7 โมง ถึง ตี 2 มีหลายสาขาในญี่ปุ่นครับ (ผมเห็นที่ชิบุย่าอยู่ที่นึง) มีเมนูอาหารเป็นเซ็ท อาหารเด่นของเค้าคือ “Hamburg” เป็นมื้อเช้าที่ง่าย ๆ เมนูที่ผมสั่งคือเซ็ท Cheese in Hamburg ในเมนูรวมเครื่องดื่ม มีทั้ง ซุป ชา กาแฟ เติมกันแบบไม่อั้นเลย

ภายในร้าน Cafe Gusto
หน้าตาของ Hamburg เวลาที่ Cheese ไหลออกมา ชิ้นไม่ใหญ่ไม่เล็กนะครับ พอดี 1 อิ่ม อ่อตัว Hamburg เป็นเนื้อวัวนะครับ แต่กลินไม่แรงมาก แฟนผมไม่กินเนื้อเพราะไม่ชอบกลิ่นคาว ยังกินได้เลย

Cheese Ham Burg

 

หลังจากนั้น ก็ได้เวลาขับรถตะเวนเที่ยวแล้วครับ สิ่งนึงที่ค่อนข้างผิดหวังเลยก็คือฟ้าปิดมาก ๆ ปิดแบบเรียกได้ว่าไม่เห็นเลยว่าภูเขาไฟฟูจิอยู่ตรงไหน (เป็นที่มาที่ผมเรียกว่า โดนลักพาตัว) เราก็เลยหามุมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันก่อน ก็ไปเจอตรงแถว ๆ หน้า Sunnide Resort ครับ มีซากุระเป็นพุ่ม ๆ สวยมาก

Sakura ด้านหน้า Sunide Resort
Sakura ด้านหน้า Sunide Resort

ระหว่างทางก็มีครับ แต่ไม่หนาตาเท่าตรงนี้ เสียดายตรงก่อนวันที่ผมไป หิมะตกที่นี่ครับ และตอนนี้ก็กำลังละลาย เลยกลายเป็นว่าซากุระมีสภาพเหมือนโดนฝนตก กลีบเลยดูห่อแปลก ๆ แต่สำหรับผมแล้ว การที่ได้มาเห็นซากุระของจริงแบบใกล้ ๆ ยังไงก็ฟินครับ ตอนที่ไป มีคู่บ่าว-สาวจากไทยมาถ่าย Pre-Wedding ที่นี่ด้วย
สภาพกลีบที่โดนน้ำมันจะประมาณนี้แหล่ะครับ จะหนัก ๆ ดูแต่ละช่อจะหุบลงมาหมดเลย

Sakura ด้านหน้า Sunide Resort
Sakura ด้านหน้า Sunide Resort

ด้วยความไม่รู้ว่าตรงไหนคือฟูจิ ก็มโนกันไปว่า ไอ้ที่อยู่ ลิบ ๆ ที่เห็นตรงฐานนั่นคือฟูจิครับ เหมือนคนหลงทางกันเลยทีเดียว พอมาทำรูปก็เพิ่งเห็นว่าเป็ดน้อยอยู่ตัวนึงในทะเลสาบนะ
ทะเลสาบ คาวากูจิโกะ

 

แล้วก็ขับต่อกันไปที่ป้ายที่ 22 ของ Retro bus ตรง Kawaguchiko Natural Living Center (Oishi Park) ครับ ไหน ๆ มาแล้วก็น่าจะต้องมาแม้ว่ามันจะไม่เจออะไรก็ตาม อย่างน้อยบรรยากาศรอบ ๆ ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน คนไทยเยอะครับช่วงที่ไป ไม่เหงากันเลยแหล่ะ หนาวขนาดไหนไม่ต้องบอกนะครับ พูดออกมาควันออกปากเลย หิมะยังจับอยู่ตามยอดต้นไม้ ดามในภาพเลยครับ หมอกลงจัดมาก ๆ

ที่ป้ายที่ 22 ทะเลสาบ คาวากูจิโกะ

ตอนแรกที่ไป ไม่รู้ว่าตรงนี้เป็นทุ่งลาเวนเดอร์ครับ เห็นว่าเป็นพุ่ม ๆ ถ้ามาตอนที่มันบานจะสวยมากครับ เป็นพุ่ม ๆ สีม่วง ๆ จริง ๆ แล้วจากตรงนี้จะเห็นภูเขาไฟฟูจิ สวยมากอีกมุมนึง

ที่ป้ายที่ 22 ทะเลสาบ คาวากูจิโกะ
ที่ป้ายที่ 22 ทะเลสาบ คาวากูจิโกะ

 

อยู่ได้สักพักก็ไปต่อกันดีว่า เราจะเที่ยวย้อนกลับขึ้นไปทางเดิมครับ แล้วเราก็ขอแวะอยู่ที่นึงครับ เป็นร้านขนมที่เล็งเอาไว้เมื่อกี้แล้ว ชื่อร้าน Sweet Garden ครับ ตั้งอยู่แถว ๆ Kawaguchiko Music Forest ในละแวกนี้จะมีร้านอยู่หลาย ๆ ร้านอยู่ ร้านนี้จะเป็นร้านที่มีขนมที่ทำจาก Cheese ครับ มีขนมอยู่หลายอย่างเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะมี cheese เป็นส่วนประกอบ ใครชอบ cheese ไม่ควรพลาดครับ

Sweet Garden
Sweet Garden
Sweet Garden

 

ภายในร้านจะมีโต๊ะนั่งอยู่โต๊ะเดียวนะครับ แต่จะมีที่นั่งด้านนอกอยู่หลายโต๊ะ เหมือนร้านจะสนับสนุนให้กินขนมไปชมสวนไป อ่อ..ชากาแฟฟรีนะครับ จะมีเครื่องชงให้อยู่ refill ได้เรื่อย ๆ

Sweet Garden
Sweet Garden

Sweet Garden

 

หลังจากนั่งชิมขนมกันสักพักแล้ว เราก็ไปกันต่อครับ ขับหามุมสวย ๆ ถ่ายรูปกัน แล้วก็โชคดีครับ ได้มุมของต้นซากุระที่ดูแล้วยังไม่ค่อยเจอหิมะลง หรือโดนฝนสักเท่าไหร่เลย ยังบานสวยเต็มต้นอยู่เลย ขึ้นอยู่ตรงหน้าโรงแรม Tominoko ก่อนถึง Mt. Kachi Kachi Ropeway ครับ น่าจะเป็นเพราะโรงแรมเองอาจจะเป็นผู้ดูแลด้วยหล่ะมั้ง

Sakura หน้าโรงแรม Tominoko
Sakura หน้าโรงแรม Tominoko
Sakura-Kawaguchiko


หลังจากนั้นก็ขับรถต่อกัน คุยกันไว้ว่าจะขอไปขึ้นที่สูงกันบ้าง เผื่ออาจจะเห็น Fuji จากมุมอื่นบ้าง เราเลยขับย้อนกลับไปเพื่อจะไปดู ฟูจิจากมุมสูงบ้างเผื่อฟลุค ที่ Mt. Kachi Kachi Ropeway ครับ

Kachi Ropeway
สนนราคาค่าขึ้น ไปกลับก็คนละ 700 เยน แต่เราใช้ส่วนลดที่เรา print มาด้วย ก็เหลือคนละ 650 เยน

Kachi Ropeway

 

ตัวกระเช้าดูค่อนข้างเก่านะครับ หวาดเสียวอยู่เหมือนกัน เพราะคนขึ้นทีนึงก็ค่อนข้างเยอะอยู่ เพิ่งมารู้หลังจากกลับไปเที่ยวว่า เราไปก่อนช่วงเค้าปิดซ่อมแป็บเดียวเอง

Kachi-Ropeway

 

พอขึ้นมาแล้วก็น้ำตาจิไหล หมอกคลุมเกือบจะมองไม่เห็นเมือง เมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่เลยนะ ฟูจิซังก็ยังไม่เห็นเหมือนเดิม

Kachi Ropeway

 

พอขึ้นมาถึง อากาศก็ขมุกขมัวแล้วหล่ะครับ มาถึงก็เห็นมีศาลเจ้าตั้งอยู่ก็ขอแสดงความเคารพซะหน่อย น่าจะเป็นศาลเจ้ากระต่าย ตามท้องเรื่องของตำนานของเขาลูกนี้นะ

Kachi Ropeway

ด้านบนนี้นอกจากจะมีศาลเจ้าแล้ว ก็จะมีร้านค้าขายเครื่องดื่มกับขนม และขนมที่ไม่ควรพลาดที่จะมาลองชิมคือ “ดังโงะ” ครับเป็นขนมที่ปั้นเป็นแป้ง นำไปย่างไฟให้พออุ่น ๆ ราดด้วยน้ำซอส เสียดายตอนที่ไปมี ดังโงะซากุระด้วยแต่….หมด เห็นไม้แค่ 3 ลูกแค่นี้ แต่ลูกใหญ่นะครับ อิ่มได้ง่าย ๆ เลย เสิร์ฟพร้อมชาร้อนครับ หนาว ๆ แบบนี้เจอกับดังโงะแบบนี้ มันเข้ากันมาก ๆ

Kachi Ropeway

 

มุมนี้ก็เป็นมุมมหาชนที่จะต้องมาถ่ายเจ้ากระต่ายคู่กับภูเขาไฟฟูจิ…..(อย่าถามนะครับว่าไหนหล่ะภูเขาไฟฟูจิ…เศร้า) โดนเอาไปซ่อนซะแล้ว

Kachi Ropeway

 

วิวตอนขาลงครับ Mt. Kachi Kachi นี่สูงเอาเรื่องเหมือนกันนะ สำหรับใครที่แรงขาดี จะไม่ขึ้นกระเช้าก็ได้นะครับ สามารถเดินขึ้นมาได้ แต่บอกได้เลยว่าใช้เวลาสักพักใหญ่ ๆ เลยแหล่ะ

Kachi Ropeway


เสร็จแล้วก็ไปที่โรงแรมหล่ะครับ โรงแรมที่นี่ส่วนใหญ่จะ Check-in ประมาณ บ่าย 3 โมง โรงแรมที่จองไว้คือ “Mizuno Hotel” ครับ เพราะเป็นโรงแรมที่เรียกว่า เห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยมาก ๆ (ถ้าได้เห็นฟูจิซังนะ)

Mizuno Hotel

 

พอเข้าพักที่โรงแรม ก็ได้คุยกับพนักงานที่เตรียมห้องให้ บ่นให้ฟังว่า ที่เลือกที่นี่เพราะมองเห็น ฟูจิซังได้ชัดมาก ๆ เคยเมลมาขอห้องที่ไม่มีอะไรบังด้วย ซึ่งที่นี่ทุกห้องหันออกหาภูเขาไฟฟูจินะครับ พอสื่อสารกันสักพัก น้องเค้าก็เดินมาเปิดบานเลื่อนด้านหน้า แล้วก็ชี้ให้เห็นแล้วก็บอกประมาณว่า “นั่นไงคะ ภูเขาไฟฟูจิ”…

Mt. Fuji

 

แว่บแรกที่เห็น ไอ้ความคิดในหัวที่คิดไปว่ามันอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ผิดหมดเลย คือเห็นอยู่นิดเดียวตามในรูปแหล่ะครับ ผมยืนถ่ายจากระเบียงเลย แต่คาดคะเนจากขนาดแล้วคือมันใหญ่มาก ๆ แล้วมันก็อยู่ตรงหน้าเรา ตรงนี้เอง ผมเองน้ำตาซึมจริง ๆ เลยนะ คือได้เห็นแล้ว แม้สักนิดก็ยังดี ภาวนาให้โผล่มาให้เห็นเยอะ ๆ แต่ไม่เห็นแหล่ะครับ ได้แค่นี้จริง ๆ

Mt. Fuji

หลังจากนั้นก็นั่งพักกันพักใหญ่ ๆ เลย มาหาข้อมูลเรื่องมื้อเย็นกันว่าจะกินที่ไหนดี จะกินในโรงแรมมั้ย…แต่สรุปแล้วคือ มาทั้งทีก็ควรไปหาอาหารท้องถิ่นกินซะหน่อย ก็ไปเจอเมนูที่เรียกว่า “Houtou” ครับ ดูแล้วก็น่าลองดี ว่าแล้วก็หาพิกัดแล้วก็ขับรถออกไปกันเลย


ร้านที่เลือกไว้ จริง ๆ ไม่ใช่ร้านนี้นะครับ แต่เราสองคนเข้าใจผิดกันเองว่าเป็นร้านนี้ แต่ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไร เพราะร้านนี้ก็เป็นร้านดังในย่านนี้เหมือนกัน เป็นร้านที่อยู่เข้ามาด้านในของทะเลสาบ แต่เป็นถนนอีกเส้นนึง ไม่ได้อยู่เส้นรอบทะเลสาบ ตอนแรกไปถึง เหมือนร้านปิดเลยครับ ไม่มีรถจอด ประตูหน้าต่างปิดหมด จนพนักงานในร้านเดินออกมานั่นแหล่ะ ถึงรู้ว่าเปิด เหมือนเค้าเพิ่งจะเริ่มเปิดร้านเลยด้วยมั้ง เพราะพื้นเหมือนเพิ่งจะถูเสร็จเลย

เว็บไซต์ของทางร้านครับ : http://www.houtou-fudou.jp/english.html
พิกัด GPS : 35.522611, 138.773519
Map : https://goo.gl/maps/rVcPg6yLEEM2

แผนที่ Houtou-fudou
ร้าน houtou-fudou
หลังจากนั้นก็มาอ่านเมนูดู มีอาหารอยู่ไม่กี่อย่างครับ ชักยังไง ๆ อยู่ เพราะเหมือนร้านที่เราเล็งไว้มันมี Tempura ด้วยนี่นา…เท่านั้นแหล่ะ รู้แล้วครับว่า ผิดร้าน เอาไงดี จะออกก็เสียฟอร์ม ประกอบกับร้านนี้ก็มี Hoto อยู่เหมือนกัน…เอ๊า มาถึงแล้วก็ลองสั่งมาสักชามแล้วกัน คิดว่ากินเสร็จแล้วจะได้ไปร้านนั้นต่อ สั่งแค่ชามเดียวพอ…

พอเค้ายกมาเสิร์ฟเท่านั้นแหล่ะ คิดในใจเลยว่า ดีแล้วที่ไม่ได้สั่งมาคนละชาม ตอนแรกก็คิดว่าเป็น อุด้งร้อน ๆ ธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วมันคืออุด้งหม้อร้อน เรียกได้ว่าเพิ่งยกมาจากเตาย่างร้อน ๆ กันเลย แล้วขนาดก็ใหญ่มาก ๆ เทียบกับ iPhone 4S ของผมได้เลย ที่เห็นนี้เป็นอุด้งผักล้วน ๆ เลยนะครับ ไม่มีเนื้อส้ตว์เลย เป็นซุปผัก แล้วก็มีเห็ดโคนญี่ปุ่นโรยหน้ามา ตัวเส้นอุด้งจะใหญ่และแบนกว่าที่เราเคยกินทั่วไปอยู่ จริง ๆ ชามนี้คือสามารถกินกันได้ประมาณ 4 คน ได้คนละชามย่อม ๆ แหล่ะครับ สนนราคานี้ก็ 1,080 เยน ครับ รสชาติอร่อยดีครับ

houtou fudou

อิ่มมาก ๆ ครับ แต่เราก็ยังไม่ละความพยายาม ขณะที่นั่งทาน Houtou ไป ก็นั่งหาพิกัดร้านที่เราอยากไปตั้งแต่แรกให้ได้ สุดท้ายก็เจอครับ อยู่คนละทางกับร้านที่เราอยู่เลย ต้องวิ่งเข้าไปในตัวเมืองอีกต่างหาก เริ่มเห็นข้อดีของการเช่ารถแล้วหล่ะ เพราะให้ไปเองก็คงลำบากอยู่

ร้านชื่อว่าร้าน Koshu Hoto Kosaku ครับ
เว็บไซต์ของร้าน : http://www.kosaku.co.jp/ (ภาษาญี่ปุ่น), http://www.yamanashi-kankou.jp/foreign/english/eat/p3_0054.html (เว็บไซต์แนะนำที่เที่ยว)
พิกัด GPS : 35.495756, 138.756894
Map : https://goo.gl/maps/YRxxEbE33e42

แผนที่ Koshu Hoto Kosaku
Koshu Hoto Kosaku

 

ตัวร้านด้านในตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ที่ทั้งที่นั่นเป็นเป็นโต๊ะญี่ปุ่น และแบบมีหลุมที่ห้องขาลงด้านล่างได้ ร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษนะครับ

ภายในร้าน Koshu Hoto Kosaku

 

เมนูที่เราสั่งก็จะมี กุ้งชอบแป้งทอด, ไก่ทอด (น่าจะเหมือนกับไก่บอนชอน บ้านเรา) พนักงานค่อนข้างประหลาดใจ คะยั้นคะยอถามเราใหญ่เลยประมาณว่า “ไม่สั่ง Houtou เหรอ เป็นเมนูเด่นที่นี่เลยนะ” ก็ได้แต่โบกมือว่าไม่เอาแหล่ะครับ จริง ๆ ก็แอบเสียดายแต่มันไม่ไหวจริง ๆ ที่นี่มี Houtou หลากหลายแบบมาก ๆ

Tempura ร้าน Koshu Hoto Kosaku
ไก่ทอด ร้าน Koshu Hoto Kosaku

 

เมนูนี้คือ สตอเบอรี่สอดไส้ครีมแช่แข็ง แนะนำว่าให้สั่งมาก่อนเลยนะครับ ผมสั่งไปทีหลัง ด้วยความคิดว่ามันเป็นของหวาน ลืมคิดไปวันมันคือแช่แข็ง กว่าจะกินได้เรียกได้ว่าแทะกันเลยทีเดียว เย็นถึงรากฟังกันเลยแหล่ะ ต้องซดชาร้อนเป็นระยะ ๆ

สตอเบอรี่สอดไส้ครีมแช่แข็ง ร้าน Koshu Hoto Kosaku

 

 

หลังจากนั้นเราก็กลับที่พักแล้วหล่ะครับ ที่ญี่ปุ่นนี่ถ้าไม่ใช่โซนท่องเที่ยวแบบสถานบันเทิงจริง เค้าจะปิดบ้านกันหมดแหล่ะครับ เงียบกันดีจริง ๆ เราสองคนจองเวลาแช่ออนเซ็นไว้ตอน 2 ทุ่ม มาสักทีก็ต้องขอลองแช่กันหน่อยหละครับ ค่าบริการของที่นี่คือ 1/2 ชั่วโมง 1,100 เยน บอกเลยครับว่าให้ลอง สบายตัวจริง ๆ

Mizuno Onzen

 

แช่ออนเซ็นเสร็จก็เข้านอนกันหล่ะครับ ที่นี่มีชุดยูกาตะให้ใส่ด้วย ตอนแรกคิดว่าจะใส่แล้วจะร้อนเสียอีก ผ้าก็หนาจริง ๆ สรุปคืนนั้นหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ฤทธิ์ออนเซ็นแท้ ๆ เลย ที่นอนแบบนี้เรียกว่า Futon นะครับ พนักงานจะเป็นคนมาปูให้ตอนช่วงเย็น นอนสบายมาก ๆ

ชุด ยูกาตะ

 


แล้วเช้าอีกวันก็มาถึง ผมออกจากโรงแรมประมาณ 8 โมงกว่า ๆพร้อมกับความคิดที่ว่า สงสัยคงต้องมาซ่อมคราวหน้าซะแล้ว แพลนวันนี้ที่วางไว้คือไปที่เจดีย์แดง (Chureito Pagoda) ถ่ายรูป เจดีย์แดงกับภูเขาไฟฟูจิ ครับ แต่ภาพที่เห็นคือ ก็ยังไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิอยู่ดี แอบเศร้าครับ แต่ยังไงก็ต้องลองไปดู เผื่อวันหลังถ้ามาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาทาง

ตอนเช้าที่ทะเลสาบ คาวากูจิโกะ

 

ก็ขับตามที่ GPS มันบอกมาเรื่อย ๆ ผมก็ไม่เห็นอะไรหรอกนะ ขณะที่ขับมาได้สักพักนึง แฟนผมก็ชี้ให้ผมมองด้วยความตื่นเต้น…พอผมหันตามเท่านั้นหล่ะ แทบจะหยุดรถกันกลางถนนเลย ต้องรีบหาที่จอดข้างทางอย่างด่วน ๆ ใครจะไปคิดหล่ะครับว่า แค่ขับรถอ้อมมาอีกทางเข้ามาทางในตัวเมือง จะเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัดขนาดนี้ เมื่อกี้หมอกยังหนา ๆ อยู่เลย เหมือนกับว่าใครเอาผ้าสีขาวไปบังตาผมไว้ตอนผมอยู่ทางฝั่งทะเลสาบเลย

ภูเขาไฟฟูจิ

 

พอถ่ายเสร็จก็รีบ ๆ ขึ้นรถแล้วบึ่งไปที่เจดีย์แดงเลยครับ เลี้ยวผิดเลี้ยวถูกเหมือนกัน กลัวว่าขึ้นไปถึงแล้วภาพที่เห็นจะหายไปอีกครั้ง พอไปถึงก็รีบจอดรถ แบกกล้องแบกขาตั้งรีบขึ้นเลยครับ แล้วก็ หอบแฮกอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของทางขึ้นเลย แนะนำสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเหมือนผมนะ ให้ค่อย ๆ ขึ้นไปครับ ค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ พัก อย่าฝืน

บันไดทางขึ้น เจดีย์แดง

 

ให้พักแล้วหันกลับมามองเป็นพัก ๆ เป็นวิวที่สวยมาก ๆ เหมือนกันนะครับ อย่ามัวแต่รีบจนลืมดูภาพระหว่างทางกันด้วย

ภูเขาไฟฟูจิ จากทางเดินขึ้นเจดีย์แดง

พอขึ้นมาถึงจะเห็นเจดีย์แดง ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ แล้วก็เจ็บใจตัวเองนิด ๆ ตรงที่ เห็นลานจอดรถ พร้อมกับรถจอดอยู่ 1 – 2 คัน ด้วยความที่ไม่รู้และไม่คิดว่ารถจะขึ้นมาได้ถึงตรงนี้ ก็เห็นมีถนนนะครับ แต่มันเล็ก และแคบ จนคิดว่าเค้าน่าจะเอาไว้ให้รถภายในศาลเจ้าใช้ พวกรถสามล้อ ยืนถ่ายรูปตรงนี้กับพักเหนื่อยแป็บนึงครับ หันกลับไปมองแล้วฟูจิซังยังรออยู่ จุดหมายของเรา ไม่ใช่ตรงนี้ครับ เป็นตรงเนินด้านบน ที่เห็นเป็นเสื้อสีแดง ๆ อยู่ตรงนั้น

เจดีย์แดง

 

ภาพที่เห็นทำเอาผมน้ำตาซึมจริง ๆ นะ ดีใจเป็นที่สุด เพราะเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่มาไม่เคยเห็นชัด ๆ แบบนี้ แม้ว่าที่เคยเห็นจากรูปในอินเตอร์เน็ทฟ้าจะใสและเคลียร์กว่านี้ก็ตาม แต่จากสภาพที่ผมเจอเมื่อวานกับวันนี้ เรียกว่า ฟ้าปรานีผมมากแล้วครับ ผมอยู่ตรงนี้นานสองนานเลย ถ่ายมันไปเรื่อย ๆ ปรับค่ารูรับแสง ปรับค่ากล้องไปเรื่อย ๆ กลัวว่ารูปที่ได้ไปจะได้ไม่ดี ถ่ายไปเป็น 10 ไม่กลัวเปลืองเมมกันเลยทีเดียว

เจดีย์แดงกับภูเขาไฟฟูจิ

รูปนี้ปรับแสงเงาและความชัด แล้วก็ลบสายไฟที่พาดอยู่ที่ตัวเจดีย์ออกไปนะครับ
Sakura-Chureito-Pagoda

พอเราถ่ายรูปจากบนเนินกันจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ไปเก็บภาพในมุมอื่นบ้างครับ แนะนำให้เดินมาตรงนี้นะครับ เดินจากตรงเนินเมื่อกี้มาทางซ้ายมือ จะเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิพร้อมกับเมืองที่อยู่รอบ ๆ เป็นภาพที่แสดงถึงความใหญ่โตของภูเขาฟูจิจริง ๆ
ภูเขาไฟฟูจิ
Mount-Fuji

 

 

และตรงนี้จะมีศาลาให้นั่งชมวิวพร้อมกับซากุระงามๆ อยู่เต็มไปหมดเลยนะครับ เหมาะแก่การมาถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกมาก ๆ

ซากุระ บนภูเขาไฟฟูจิ
รูปคู่กับภูเขไฟฟูจิ

 

เราอยู่ชื่นชมความงานกันได้สักพัก ก็เตรียมตัวกลับกันแล้วครับ ผมยังคงต้องมีภารกิจเอารถไปคืนก่อน ตามเวลาก็ประมาณ 10:00 น. ในขณะเดินกลับ ก็จะเจอคนไทยเป็นพัก ๆ ทุกคนแทบจะถามเหมือนกัน (รวมถึงผมด้วย) ว่า

“อีกไกลมั้ยกว่าจะถึงยอด?” ก็บอกไปเหมือน ๆ กันครับว่า “สุดบันไดก็ถึงแล้วครับ ค่อย ๆ ไปครับ”

ภูเขาไฟฟูจิ

พอคืนรถเสร็จแล้ว ผมก็หาข้าวเช้าทานกันแถว ๆ นั้นแหล่ะ เป็นร้านที่อยู่ตรงกันข้ามกับสถานี นั่งได้สักพักใหญ่ ๆ ฟูจิซังก็หายกลับเข้ากลีบเมฆ ไปอีกแล้วครับ ฟูจิซังขี้อาย นี่เป็นตามคำร่ำลือจริง ๆ พอได้เวลาก็เตรียมไปขึ้นรถไฟกลับแล้วครับ แล้วผมก็เจอ Rare item อยู่อย่างนึงนะครับ นั่นก็คือ รถนำส่งไปรษณีย์ของญี่ปุ่น พี่เค้ามาส่งจดหมายพอดี แหมเห็นแว่บแรกนึกว่ามาส่งพิซซ่าบ้านเรา พี่บุรุษไปรษณีย์ ก็คือที่ใส่หมวกกันน็อคสีขาวที่อยู่ในภาพนี่แหละครับ

รถส่งไปรษณีย์ คาวากูจิโกะ

 

ขากลับผมเลือกที่จะกลับรถไฟครับ เพราะบอกตามตรงเลยว่า การนั่งรถไฟนี่ฟินกว่าเยอะจริง ๆ ขากลับนี่ผมใช้ Kanto Pass ครับพอได้เวลา 11:06 น. ก็เบ่งผ่านประตูได้เลย รถไฟที่ผมเลือกนั่งคือ Fujikyu Railway Fujisan Ltd. Exp. 4 ครับ มีการวาดลวดลายตัวรถเป็น ฟูจิซังน่ารัก ๆ รถไฟขบวนนี้เป็นรถด่วนนะครับ จะจอดอยู่ไม่กี่สถานี ไปต่อรถไฟอีกทีที่สถานี Otsuki

Fujikyu Railway Fujisan Ltd.

ถึงสภาพด้านนอกดูจากริ้วรอยแล้วก็อาจจะค่อนข้างเก่าไปนิด แต่ด้านในนี่สะอาดเรียบร้อยดีมาก ดูก็รู้ว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีครับ มีตู้กดน้ำให้ใช้บริการด้วยนะครับ ผมเห็นผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นบางคนที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี มีกระทั่งกระติกน้ำร้อนเอามาชงชาไปจิบตลอดการเดินทางเลยทีเดียว

ภายในรถไฟ Fujikyu Railway Fujisan Ltd.
ชิมชาบนรถไฟ

ระหว่างทางเราจะมองเห็นฟูจิซังเป็นระยะ ๆ แต่จะติดบ้านเรือนของประชาชนแถว ๆ นั้น รูปนี้เป็นรูปสุดท้ายที่ถ่ายฟูจิซังได้ตอนอยู่บนรถไฟครับ บอกกับตัวเองไว้ว่า คงจะมีสักทริปที่ผมจะมาปักหลักเพื่อรอถ่ายฟูจิให้ได้อย่างที่ต้องการให้ได้เลย

ภูเขาไฟฟูจิ

 

นั่งไปสักพักก็ถึงสถานี Otsuki แล้วครับ เราต้องต่อรถไฟไปลงที่สถานี Shinjuku เป็นรถด่วนครับ ขบวน LTD. EXP KAIJI 108 ที่นั่งเป็นแบบในรูปนะครับ จะมีทั้งตู้ที่ reserved กับ no-reserved แนะนำว่า ถ้าไม่ได้มาช่วงเทศกาล ไม่ต้องไป reserved ให้เปลืองเงินครับ ได้นั่งแน่นอน โดยทั่วไปรถด่วนจะมีตู้ reserved ครับ แต่ถ้าเป็นรถทั่ว ๆ ไป จะไม่ต้อง reserved ครับ

รถด่วนกลับโตเกียว LTD. EXP KAIJI


จริง ๆ แล้วทริปคาวากูจิโกะ ก็ถือว่าจบแล้วหล่ะครับ แต่ว่าขอแถมอีกโปรแกรมนึงสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป เพราะหลังจากที่ผมกลับถึงโตเกียวเสร็จเรียบร้อย ทำเรื่อง check-in โรงแรมเสร็จ ก็เตรียมตัวออกตะลอนต่อครับ

โปรแกรมเย็นนี้คือ จะไปขึ้นตึกสูง ไปถ่ายรูป Tokyo Tower ที่เป็น 1 ใน landmark ของญี่ปุ่น (ที่ตอนนี้ Tokyo Sky Tree ทำลายสถิติไปแล้ว) ตึกที่ผมจะขึ้นไปถ่ายคือตึก Roppongi Hills ครับ แต่ตอนที่ผมไปเค้าปิดตรงส่วน Sky Deck เลยไม่ได้ไปที่ตึกนั้น โชคยังดี ยังมีเพื่อน ๆ บอกว่าไปถ่ายที่ตึก World Trade Center (Tokyo) ได้ครับ วิธีการมาก็คือลงรถไฟฟ้าใต้ดิน มาที่สถานี Daimon ครับ ตัวตึก World Trade Center อยู่ตึกกับสถานีเลย สามารถขึ้นจากสถานีมาที่ lobby ได้เลย

Seaside Top อาคาร World Trade Center Tokyo

ชั้นบนสุดของที่นี่มืชื่อเรียกว่า Seaside Top ครับ สูง 152 เมตร อยู่ที่ชั้น 40 ราคาค่าเข้าชมคือคนละ 620 เยน ซื้อบัตรผ่านตู้ออกตั๋วอัตโนมัตินะครับ (เพิ่งรู้ว่าจองออนไลน์ได้ที่ 500 เยน) เป็นชั้นที่สามารถเดินได้รอบ มองเห็นกรุงโตเกียวได้ 360 องศาเลย เปิดตั้งแต่ 10:00 ถึง 20:30 (สามารถเข้าชมได้ภายในเวลา 20:00 ครับ) เป็นที่ ที่หนุ่มสาววัยทำงาน มานั่งคุยกันเงียบ ๆ ได้บรรยากาศโรแมนติก บนนี้ให้ใช้อุปกรณ์ถ่ายรูปได้ 3 อย่างนะครับ คือ กล้อง ขาตั้ง กับรีโมท

Seaside Top
ร้านขายของที่ระลึก Seaside Top

 

ผมว่าที่นี่ถ่ายรูปโตเกียวทาวเวอร์ได้สวยกว่าที่ตึก Roppongi Hills นะครับ เพราะว่าอยู่ใกล้กว่า เสียดายที่วันที่ไปมีฝนพรำ ทำให้กว่าจะตั้งค่ากล้องถ่ายได้ ต้องใช้เวลาพักใหญ่ ๆ เลย การถ่ายรูปผ่านกระจกวันฝนตกนี่มันยากนะครับ เพราะถ้าตั้งค่าไม่ดี จะเห็นเป็นเม็ดฝนติดอยู่กับกระจกเลยไปดูแล้วกันครับว่า ผมได้มุมสวย ๆ ตรงไหนบ้างจากที่นี่

Tokyo-Tower
Tokyo Tower
Tokyo Tower Cityscape
Seaside Top Cityscape
Seaside Top Cityscape
Tokyo-Twin-Tower
ก็ถือเป็นการจบรีวิวอันแสนยาวนาน สำหรับทริปไปคาวากูจิโกะ 2 วัน 1 คืน กับ วิวโตเกียวทาวเวอร์ยามค่ำคืนนะครับ คิดว่ารีวิวนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะมีแพลนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นครับ บอกเลยว่าประเทศนี้ไม่ธรรมดา ถ้าไปช่วงเปลี่ยนฤดูนี่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่พยากรณ์อากาศที่นี่ค่อนข้างเป๊ะครับ น้องฝนมาตรงตามเวลาเลย

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

4 + 1 =


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.