11 จุดถ่ายรูป-ชมซากุระ สุดฟินที่ “คันไซ”

สิ่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ ของการไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่ต้องมีสักครั้ง คือการไปชม “ซากุระ (Cherry Blossom) ” บานสะพรั่ง ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวเท่านั้น คนญี่ปุ่นเอง ก็คือว่าช่วงนี้คือเทศกาลแห่งความสุข และก็ถือเป็นโชคดีของผมที่ได้มีโอกาสไปเก็บภาพ เก็บบรรยากาศ ของเทศกาลชมซากุระ จากทริปคันไซที่ไปมา (ปี 2016) ทั้งหมด 8 วัน

มาบอกข้อมูลการไปเที่ยวครั้งนี้คร่าว ๆ เราดินทางจากเมืองไทยในตอนเย็นของวันที่ 31 มีนาคม มาถึงญี่ปุ่นในตอนกลางคืนที่สนามบินโอซาก้า (Kansai International Airport – KIX)โดยสายการบิน ไทยแอร์เอเชียเอ๊กซ์ โดยพักในเมืองโอซาก้าเป็นหลัก จะมีไปพักต่างเมืองที่ถือว่าอยู่นอกเขตคันไซไปหน่อย  ที่เมือง คานาซาว่า (Kanazawa) แค่ 1 คืน ตอนท้าย ๆ ทริป โดยใช้วิธีกำหนดเส้นทางเที่ยวในแต่ละเส้นทางเป็นวัน ๆ ไป แต่ก็กลับมานอนที่โอซาก้าโดยตลอด

ถึงแม้อากาศจะไม่ได้ดีสุด ๆ เมฆเยอะบ้างเป็นบางวัน เจอฝนก็มี แต่ความงามในช่วงนี้มันมีเสน่ห์จริง ๆ ก็เลยถือโอกาสมาแนะนำจุดที่มีทั้งที่เที่ยวสวย ๆ และซากุระงาม ๆ ให้ไปชม ไปถ่ายรูปกัน บางจุดก็เป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แต่บางจุด บังเอิญเจอก็มี ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงด้วย มีแถมตรงบอกเส้นทางไปในบางจุดให้ด้วย (ดีมั้ยหล่ะ…) ว่าแล้วก็ไปดูกันเลย

 

Arashiyama – อาราชิยาม่า เมืองตากอากาศของญี่ปุ่น ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลท่องเที่ยว : ป่าไผ่ซากาโนะ (Sagano Bamboo Grove), สะพานโทเก็ตสึเคียว(Togetsukyo Bridge), รถไฟสายโรแมนติก (Sagano Romantic Train), วัดเทนริวจิ (Tenryuji Temple)

เราออกเดินทางจากโอซาก้าตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปขึ้นรถไฟสาย Hankyu-Kyoto Line ที่สถานี Umeda ออกเช้าที่สุดเท่าที่จะออกได้ เพราะต้องการไปถ่ายรูปป่าไผ่ Sagano ตั้งแต่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเยอะ ถ้าจำไม่ผิดจะประมาณ ตี 5 นิด ๆ ….ไม่ต้องแปลกใจ ตี 5 ที่ญี่ปุ่นฟ้าก็สว่างแล้ว บ้านเค้าเร็วกว่าบ้านเราตั้ง 2 ชั่วโมง ไม่แปลกที่จะสว่างเร็วกว่า นี่เป็นเคล็ดลับของการท่องเที่ยวให้ได้อย่างที่ต้องการ คือตื่นเช้าเข้าไว้นะ ไหน ๆ มาเที่ยวทั้งที ใช้เวลาอยู่บนที่นอนเยอะไปมันไม่ดี…^^

ตัวรถไฟก็ดูคลาสสิกแบบในรูปแหล่ะครับ แต่เค้าดูแลดีจริง ๆ สะอาดสะอ้าน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. แล้วแต่ว่าเราจะขึ้นเที่ยวรถธรรมดาหรือรถด่วน (Rapid)

 

เมื่อออกจากสถานีรถไฟ ให้เดินเยื้องไปทางด้านขวามือ (อย่างในรูปแผนที่) จะเจอกับสวนสาธารณะกว้าง ๆ ริมแม่น้ำ จะเต็มไปด้วยต้นซากุระ หลายสิบต้น เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันไป สูงบ้าง เตี้ยบ้าง มีกิ่งโน้มลงมาได้ระดับแตกต่างกันไป

 

ดูแล้วก็คิดว่าโชคดีมาก เพราะช่วงที่เรามา ซากุระเพิ่งจะเริ่มบานออกเป็นช่อ ๆ บางกลีบยังดูบานยังไม่เต็มที่เลย ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก นักท่องเที่ยวบางคนก็มาพักในบ้านพักแถว ๆ นี้ และออกมาถ่ายรูปกันตั้งแต่เช้า ในชุดยูกาตะกันเลย สังเกตได้ว่า ช่อซากุระจะโน้มลงมาในระดับที่ต่ำกว่าหัวของเราด้วยซ้ำ แต่มารยาทในการชมซากุระ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามในโลก คือ เราทำได้แค่เข้าใกล้ แต่ห้ามจับ ห้ามโน้มนะครับ เพราะซากุระเป็นต้นไม้ที่อ่อนไหวมาก กลีบร่วงง่ายมาก แค่ลมพัดเบา ๆ ก็ร่วงได้แล้ว ถ้าเราไปทำให้ร่วงก่อนเวลา คนที่มาทีหลังก็อดชื่นชมความงดงามไป

 

เสียดายที่เรามีเวลาชื่นชมความงามกันไม่มาก เพราะยังไม่ถึงจุดหมายของเรา จริง ๆ แล้วแค่นั่งมองซากุระฟูฟ่อง แบบเต็ม ๆ แบบนี้ก็เพลินดีไม่น้อย จุดนี้เป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทางนี้จะแวะถ่ายรูปแทบทุกคนครับ (สังเกตได้จากตอนเดินกลับออกมาอีกที)


หลังจากนั้นเราก็ข้ามสะพานโทเก็ตสึเคียว เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1,100 ปีที่แล้ว โดยได้ชื่อมาจากการเคลื่อนตัวของเงาพระจันทร์ที่เหมือนกำลังทอดตัวข้ามผ่านสะพานไป (Moon crossing bridge) สะพานนี้มีทัศนียภาพที่งดงาม เพราะเราสามารถมองเห็นตัวสะพาน แล้วมีภูเขาด้านหลังเป็น background ที่มีต้นซากุระ แซมอยู่เป็นหย่อม ๆ ไป (ตรงจุดนี้ก็เป็นจุดที่สวยมากในช่วงใบไม้แดง)

 

สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบคือการล่องเรือในแม่น้ำโฮะซึ (保津川 – Hozugawa) ชมความงาม 2 ฝั่งภูเขา แฮะ ๆ ไปเช้าจัด ยังไม่เห็นนายเรือคนไหนมาสักคน  ผมเดินตามทางที่เห็นในภาพครับ เพื่อไปที่ป่าไผ่ ซึ่งเป็นด้านหลังของป่าไผ่อีกที เพราะจุดที่เราจะไปถ่ายมันไปทางนี้ไวกว่า

 


พอมาถึงจุดหมาย ก็ยิ้มออก ป่าไผ่ สวยงาม สงบ มีนักท่องเที่ยวบ้างแต่ไม่มาก มีช่างภาพชาวญี่ปุ่นมาตั้งกล้องเก็บภาพบ้างแล้ว ซึ่งเวลาที่ผมเดินทางมาถึงตรงนี้โดยประมาณ 6 โมงเช้า ความพิเศษของที่นี่คือ เป็นป่าไผ่ที่ตั้งลำต้นสูงขึ้นไปประมาณ 15 เมตรเห็นจะได้ เป็นทางเดินราว ๆ 3 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันไปอยู่ระหว่าง แม่น้ำโฮะซึ กับวัดเทนริวจิ

ซึ่งถ้าใครอยากได้วิวสงบ ๆ แบบนี้ แบบไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเดินเข้ามาในภาพ ก็ต้องมาเช้าแบบนี้แหล่ะครับ สามารถตั้งกล้องถ่ายเป็นมุมส่วนตัวได้เลย (มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาถ่าย pre-wedding ด้วยนะ) ซึ่งเวลาทองของเราจะมีอยู่ประมาณ 1 ชม. ครับ ประมาณ 7 โมงกว่า ๆ (อั้นสุดก็ 8 โมงเช้า) ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาบ้างละ แต่ก็ไม่ถึงกับแน่นจนเกินไป

จริง ๆ แล้วหลังจากป่าไผ่แล้ว เราก็ไปเดินเที่ยวต่อที่วัด Tenryuji กันต่อครับ แต่ด้านในไม่ได้มีสวนซากุระให้ฟิน ๆ กัน เลยไม่ได้มานำเสนอ แต่ก็เป็นวัดที่สงบร่มรื่นครับ มีเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย

 


Randen in Sakura Blossom – รถรางเร็นเดน ในอุโมงค์ซากุระ

ข้อมูลท่องเที่ยว : รถรางระหว่างเมืองเกียวโต – อาราชิยาม่า ท่ามกลางต้นซากุระ 2 ข้างทาง

เกริ่นข้อมูลของรถรางกันนิดนึง รถรางเร็นเด็น (Randen) เป็นรถรางที่ให้บริการระหว่างเมืองอาราชิยาม่า กับเกียวโต มีสถานีปลายทางที่เกียวโตอยู่ 2 เส้นทาง คือปลายทางสถานี Kitanohakubaicho (สถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางต่อได้จากสถานีนี้มี วัดทอง, ศาลเจ้า Hirano) กับ ปลายทางสถานี Shijo-Omiya (สถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางต่อจากสถานีนี้ก็มี ปราสาท Nijo, ศาลเจ้า Yasaka) โดยเปลี่ยนรถได้ที่สถานี Katabairanotsuji ตอนนั่งให้ดูดี ๆ นะครับ ว่าปลายทางไปตรงไหน ผมขึ้นผิดมาแล้ว ยังดีเลยไปไม่กี่สถานี นั่งย้อนมาได้อยู่ รถรางเร็นเดนนี่เราใช้ Kansai Thru Pass ได้นะครับ

 

จุดนี้ไม่ค่อยมีคนไทยพูดถึงกันซักเท่าไหร่ ผมเห็นภาพนี้จากภาพของน้องสาวที่รู้จัก เลยตั้งใจจะมาตามรอย แล้วก็จริงดังว่า ไม่เจอคนไทยสักคน มีแต่คนญี่ปุ่นกับคนจีน จุดถ่ายรูปซากุระตรงนี้ เราต้องขึ้นรถรางไปลงที่สถานี Narutaki (เส้นที่จะไปปราสาททอง) พอลงแล้วก็เดินต่อไปอีกนิดนึง ประมาณ 300 เมตร ตามเส้นทางที่บอกไว้ในแผนที่ด้านล่างเลยครับ

 

พอไปถึง เราก็จะไปดักรอถ่ายรถไฟตรงจุดตัดของรถไฟกับถนนในย่านนั้น แล้วก็เห็นอยู่เหมือนกันว่า มีบริเวณที่เค้ากั้นเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปด้วย (เพิ่งเห็นว่ามี แต่คนก็เยอะอยู่นะ) จุดตรงที่ผมถ่ายคือตรงจุดตัดเลยครับ

ถามว่าอันตรายมั้ย…..ไม่เลยครับ เพราะเราจะต้องยืนอยู่หลังไม้กั้น และที่สำคัญ เค้าจัดเจ้าหน้าที่ไว้ดูแลด้วย เพราะเค้ารู้ว่าช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะมาตรงนี้เยอะ นอกจากจะต้องระวังรถรางแล้ว ตรงนี้รถก็วิ่งผ่านเกือบตลอด ก็ต้องระวังไว้ด้วย

 

รอได้สักพัก ก็จะมีรถรางวิ่งมาแล้วครับ เท่าที่ดูประมาณ 10 นาทีจะมีมา 2 ขบวนครับ ไปและกลับ เพราะฉะนั้นเราจะถ่ายได้ 2 เที่ยว ต่อ 1 รอบ ถ้าเล็งมุมดี ๆ ก็จะได้ภาพสวย ๆ หลายภาพเลยครับ และบางขบวนก็จะมีลวดลายต่างกันด้วย จัดตำแหน่งดี ๆ จะได้รูปไปทำโปรไฟล์สวย ๆ ได้อีกเพียบ

สำหรับจุดนี้ อาจจะมีมุมบังคับอยู่ไม่กี่มุม แต่ถือเป็นมุมเล็ก ๆ ที่มาได้ง่าย ๆ เดินมาไม่ยาก ประกอบกับเป็นทางผ่านไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้ง่าย ๆ ยิ่งถ้าเราใช้ Kansai Thru Pass อยู่แล้ว จะขึ้นลงกี่สถานีก็ทำไปเถอะครับ อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยเอง

 


The Philosopher’s Path – ทางเดินนักปราชญ์

ข้อมูลท่องเที่ยว : วัดเงิน (Ginkaku-ji Temple), ทางเดินนักปราชญ์ ที่มีต้นซากุระ ขึ้นเรียงไปตามคูน้ำระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

สำหรับจุดนี้ถือเป็นที่นิยมสำหรับใคร ๆ ที่มาที่เกียวโตนี้ เพราะเป็นเส้นทางซากุระสายยาว และอยู่ใกล้สถานที่ยอดนิยมอย่างวัดเงิน (Ginkaku-ji) อีกด้วย บริเวณที่เราจะเดินชมซากุระ (จุดที่พื้นที่สีชมพู) จะเริ่มตั้งแต่ 4 แยก ตรงจุดที่ลงรถบัส ยาวไปเรื่อย ๆ ผ่านทางเข้าวัดเงิน แล้วลงไปตามแนวคูน้ำด้านล่างกว่า 1 กิโลเมตร

 

วันที่ผมไปโชคไม่ดีอยู่หน่อยตรงที่มีฝนตกอยู่ประปราย ไม่ถึงกับหนักแต่ก็เรียกได้ว่าเปียกเหมือนกัน ถือเป็นช่วงต้น ๆ ของซากุระที่บาน เพราะบางช่อยังเป็นช่อตูม ๆ ยังไม่บานเลย แต่ก็ถือว่าบานสะพรั่งเต็ม 2 ฝั่งเหมือนกัน

 

มาแล้วจะไม่เข้าไปเยี่ยมชมวัดเงินก็ดูจะเสียโอกาสไป ก็เข้าไปดูกันนิดหน่อย ด้านในห้ามใช้ขาตั้งกล้อง ไม้เซลฟี่ นะครับ (ผมโดนเตือนตอนใช้ไม่เซลฟี่ไปทีนึง ลืมตัวไปหน่อย) พอฝนตกพรำ ๆ ฟ้าก็ขาวโพลนแบบนี้แหล่ะ เราเดินกันรอบนึงก็ออกมาเดินต่อที่ เส้นทางนักปราชญ์

 


มองไปทางไหน ก็เจอแต่สีชมพู ต้นซากุระเค้าจะปลูกกับริมคูน้ำ ติดกับหลังบ้านกันเลยหล่ะ (ไม่เหมือนหูกระจงที่ต้องห่างจากตัวบ้าน) บางบ้านก็เข้าใจคิด เปิดบ้านทำเป็นร้านให้นั่งจิบชาไปด้วยเลย

 

ผมชอบการออกแบบคูน้ำที่นี่จริง ๆ คือเป็นคูเล็ก ๆ แล้วมีสะพานข้ามเล็ก ๆ ให้ข้ามไปมาได้ ทำให้เราเก็บภาพซากุระที่โน้มกิ่งคร่อมคูน้ำ เป็นอุโมงค์ซากุระ (ถ้าฟลูบลูมแล้วฟ้าสวย ๆ คงจะดีไม่น้อย) บ้านบางหลังก็มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย เล็งมุมดี ๆ หน่อย ก็ได้ภาพงาม ๆ กลับไปแล้ว

เสียดายที่เรามีจุดหมายต้องไปต่อ ก็เลยไม่ได้เดินจนสุดทาง ประกอบกับฝนยังคงตกอยู่ไม่มีวี่แววจะหยุดลงเสียด้วย แต่ที่นี่มีมุมสวย ๆ ให้ถ่ายกันได้เรื่อย ๆ ครับ ให้นางแบบอยู่อีกฝั่งแล้วถ่ายจากอีกฝั่งนึงได้สบาย ๆ

 


Hirano Shrine – ศาลเจ้าฮิราโนะ

ข้อมูลท่องเที่ยว : ศาลเจ้าฮิราโนะ, ชมซากุระได้จนถึงกลางคืน (Light up)

ศาลเจ้าฮิราโนะ เป็นศาลเจ้าเก่าแก่มีอายุมากกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ก่อสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 798 เพื่อฉลองการเป็นเมืองหลวงของเกียวโตในยุคนั้น เวลาเปิด-ปิดของศาลเจ้าจะอยู่ที่ 6:00 – 17:00 แต่ในช่วงที่มีซากุระบาน จะเปิดถึงเวลา 22:00 ไม่มีค่าเข้าชมนะ

 

ในช่วงเทศกาลชมซากุระ บรรยากาศที่นี่จะเหมือนงานวัดของบ้านเราเลย คือจะมีร้านค้า โดยเฉพาะร้านอาหารอยู่ตาม 2 ข้างทางที่เป็นเส้นทางเข้าไปที่ตัวศาลเจ้า ซึ่งพอมองไปด้านบน ก็จะเห็นต้นซากุระบางสะพรั่งเต็มไปหมด

 

เดิน ๆ ไป เริ่มเป็นส่วนที่จัดไว้ให้นั่งพัก นั่งกินอาหาร ก็ดีนะ เป็นสัดส่วนดี ดูไม่วุ่นวาย เดินเข้าไปอีก เจอเป็นล็อก ๆ เลย มีโต๊ะนั่งพร้อม จิบสาเกกันสนานเลย….ตอนแรกก็คิดอยู่ ในศาลเจ้านี่กินเหล้ากันได้ด้วยเหรอ สรุปว่า กินได้ครับ ที่ญี่ปุ่นนี่เค้าไม่ถือ แต่ห้ามกินในวัด ในศาลเจ้าได้ แต่ก็ไม่ใช่ในพื้นที่ภายในตัวศาลเจ้านะ ที่สวนด้านนอกไม่เป็นไร

แต่ละคนสนุกสนานกันน่าดู มีบางบริษัทถึงกับยกกันมาทั้งบริษัทเลย นั่งปิ้งย่าง กินสาเกกันสนุกเชียว ถือเป็นบรรยากาศที่แปลกดี เห็นแล้วอยากเข้าไปนั่งแจมกับเค้าบ้างจัง แต่คงจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง 55+

 

เข้ามาด้านในส่วนของศาลเจ้า จะเจอกับต้มไม้ต้นใหญ่มาก ถ้าเป็นบ้านเราก็คงจะเหมือนต้นไทรยักษ์ที่มีคนไปกราบไหว้ขอหวยกัน แต่ที่นี่เค้ามาเวียนรอบต้นไม้เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองนะ ที่ตรงข้าง ๆ จะมีหินอยู่ก้อนนึงพร้อมภาษาญี่ปุ่น ที่น่าจะเป็นเหมือนหินศักดิ์สิทธิ์ ที่ดูแล้วน่าจะเป็นหินที่มีส่วนผสมของแม่เหล็กสูง เพราะเอาเหรียญไปแปะก็จะติดได้ สมัยก่อนก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดูมหัศจรรย์อยู่นะ

 

วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นก็เหมือนคนไทยเหมือนกันแหล่ะครับ วันสำคัญ ๆ ก็จะมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของแต่ละชนชาติ แต่ก็ดีหน่อย ของเค้าไม่ยุ่งยากมากแล้วก็เข้าแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมก็ไปต่อคิวกับเค้าเหมือนกัน แต่จำไม่ได้แล้วว่าอธิษฐานขออะไรไป

 

คนญี่ปุ่นก็เห่อไม่แพ้เราหรอก เห็นของสวย ๆ งาม ๆ ก็อยากถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำเป็นธรรมดา ดีหน่อยตรงที่ตรงไหนเข้าไม่ได้ก็ไม่ฝืนเข้าไปกัน แต่เค้าก็จัดพื้นที่ให้เดินกันได้สะดวก ๆ เลยนะ

 

คราวนี้ก็มาถึงคิวของซากุระที่นี่สักที ชอบที่นี่อยู่อย่างนึงตรงที่ เค้ามีซากุระหลากหลายสายพันธุ์ หลากหลายสี หลากหลายขนาด บางต้นสูง บางต้นก็เตี้ย ๆ ให้เราถ่ายรูปคู่ได้สบาย ๆ แต่กติกาเดิมนะครับ ห้ามแตะนะ ถ้าไม่อยากโดนคนญี่ปุ่นเตะ

 

บางสายพันธุ์ก็เล็กมาก ๆ เล็กกว่านิ้วเราอีก (หรือว่านิ้วเราอ้วนหว่า) จะถ่ายให้ไม่ให้รูปไหวต้องรอจังหวะมาก ๆ เพราะลมพัดทีก็สั่นแล้ว กว่าจะได้ก็หมดไปหลายช็อตอยู่เหมือนกันนะ เล็กขนาดไหน ไปดูกันเลย

ที่นี่ถือเป็นที่นึงที่เหมาะจะมาเยี่ยมชมครับ จริง ๆ ตรงนี้เป็นเส้นทางที่ผมเดินเที่ยวต่อจากวัดทอง คินคากุจิ (Kinkaku-ji) เพราะอยู่ไม่ไกลกันมาก เดินมาได้สบาย ๆ อากาศเย็น ๆ ให้เดินเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยจะเหนื่อย

 


 

Himeji Castle – ปราสาทฮิเมจิ

ข้อมูลท่องเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle), สวยซากุระทั้งด้านในและบริเวณรอบ ๆ, สวนสัตว์ ฮิเมจิ

สำหรับใครที่มาเที่ยวภูมิภาคนี้ แล้วไม่มาที่นี่ถือว่าพลาด ไม่ว่าจะมาหน้าซากุระหรือหน้าไหนก็ตาม เพราะแค่ได้มาชมความงามของปราสาทก็คุ้มแล้ว ปราสาทนี้เป็นปราสาทที่รอดจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี พ.ศง 2538 ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น เป็น 1 ใน 3 ของปราสาทที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น อีก 2 ที่คือปราสาทมัตสึโมโต้ และปราสาทคุมาโมโต้ (เสียดายที่ปราสาทคุมาโมโต้เสียหายหนักจากแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อเดือนเม.ย. 59) ปราสาทนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” มีที่มาจากพื้นผิวปราสาทภายนอก ที่มีสีขาว การเดินทางมาก็ไม่ยาก นั่งรถไฟความเร็วสูงมาลงที่สถานีฮิเมจิ วิ่งจากโอซาก้ามาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

 

ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่ผู้คนนิยมมาชมซากุระกัน เพราะมีต้นซากุระปลูกล้อมรอบบริเวณ เป็นจำนวนมาก เราจะเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าไปในปราสาทเลย และโชคดีมากที่ตอนที่ผมไป เป็นช่วงที่เรียกกันว่า Full Bloom หรือก็คือช่วงที่บานสุด ๆ นั่นเอง (จะมีวันที่บานสุด ๆ ประมาณ 3-5 วันแล้วแต่อากาศ หลังจากนั้นก็จะเริ่มร่วง)

 

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เป็นปราสาทที่ช่วงซากุระบานแล้วสวยทุกมุมจริง ๆ สีขาวของตัวปราสาท ดูกลมกลืนกับสีชมพูอ่อน ๆ ของต้นซากุระมาก ขนาดวันที่ผมไปเรียกว่า ฟ้านี่มีเมฆอยู่พอสมควร ไม่ถึงกับหนา แต่ก็ไม่ใส ยังรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลที่เข้ากันได้ดีจริง ๆ

 


พอเข้ามาถึง เราก็รีบเข้าไปต่อคิวเพื่อซื้อบัตรเข้าชมปราสาทกันเลย บอกเลยว่าคิวยาวตั้งแต่ยังไม่เปิดให้ซื้อบัตรเลย เราซื้อมาเป็นบัตร combo คือเป็นบัตรเข้าชมปราสาท และสวน Koko-En ด้วย สนนราคาก็คนละ 1,040 เยน ขอแนะนำว่าถ้าใครจะเข้าปราสาทให้รีบมาครับ มาเป็นคิวแรก ๆ ได้ยิ่งดี เพราะอะไรหน่ะเหรอ เพราะว่าการจะเข้าไปในปราสาทแบบคนเยอะ ๆ แบบนี้ เรียกว่าเดินไหลครับ ใช้เวลานานมากจำได้คร่าว ๆ ว่าใช้เวลาไปประมาณ เกือบ 2 ชม. อยู่ข้างในปราสาท ตอนออกมาจำได้ว่าประมาณ บ่าย 2 เห็นป้ายบอกว่า เวลาเข้าปราสาทจะได้ประมาณบ่าย 4 โมงสำหรับคนที่เข้าแถวอยู่ตอนนี้ ก็คิดดูแล้วกัน

 

รูปที่ได้มาต่อจากนี้ก็คือถ่ายได้ตอนที่เข้าไปด้านในผ่านประตูทางเข้าแล้ว เราจะต้องเดินไปด้านรอบนอกเพื่อเข้าสู่ประตูชั้นในของปราสาทอีกที ต้องยอมรับจริง ๆว่าเวลาซากุระมันบานเต็มไปหมด มันสวยงามมากจริง ๆ

 

เค้าว่ามุมนี้เป็นมุมที่สวยงามห้ามพลาด ในการมาชมปราสาท จริง ๆ ให้สวยคือต้องถ่ายตั้งแต่ทางเดินขึ้นไปเลย แต่คนมันเยอะครับ ถ่ายยังไงก็ไม่เห็นทาง ดูแล้วจะไม่งามเสียเปล่า ๆ เลยครอบมุมนี้ไว้แค่นี้ดีกว่า

 


ระหว่างทางเดินขึ้น ผมไม่ยกกล้องขึ้นมาถ่ายเท่าไหร่ครับ เพราะคนเยอะ ไม่สะดวก ประกอบกับทางเดินด้านในเวลาเปลี่ยนชั้นนะค่อนข้างชันพอสมควร (สำหรับใครมีปัญหาเรื่องหัวเข่า ไม่แนะนำเลยครับ ตอนเดินลง มีคนสูงอายุลื่นตกมาด้วยนะ ยังดีที่ไม่เป็นอะไรมาก) แต่พอขึ้นมาได้ระดับที่พอจะมองเห็นได้รอบ ๆ ก็เก็บภาพมาให้ดู จะเห็นได้ว่า เวลาซากุระมันบาน มันบานพร้อมกันหมดจริง ๆ และเราจะมองเห็นได้เลยว่า แค่ออกมาจากสถานีก็มองเห็นปราสาทแล้วครับ แล้วจะเห็นได้ว่าต้นซากุระรอบ ๆ ปราสาทมันมากมายขนาดไหน

 

พอลงจากปราสาทมาได้ ก็พยายามดั้นด้นหาจุดที่เค้าว่าเป็นจุดที่ถ่ายปราสาทได้สวยที่สุด ที่ใคร ๆ ก็จะมาแวะถ่ายรูปคู่ปราสาท เป็นจุดที่เหมือนในภาพด้านล่างนี่แหล่ะครับ ส่วนพิกัดก็เอามาบอกตรงนี้เลยแล้วกัน copy ตัวเลข 34.838498,134.691850 อันนี้ ไปใส่ใน Google Map แล้วเดินตามไปตามพิกัดเลยครับ เดี๋ยวก็เจอ ไปไม่ยาก

 

ซากุระเวลาบานไม่ได้ดึงดูดแค่คน แต่กับนกก็ยังมานะ เหมือนเทศกาลเฉลิมฉลองของธรรมชาติ ยังไงอย่างนั้นเลย

 

รูปนี้เป็นรูปที่ผมชอบมากรูปหนึ่งในทริปนี้ เพราะพอลองส่องกล้องแล้ว มุมมันน่าถ่ายจริง ๆ แต่อยากจะได้แบบเดินเข้ามาในมุมตรงนั้นซะหน่อย แล้วก็โชคดีที่ครอบครัวนี้เข้ามาพอดี มันมีความน่ารัก ลงตัว และอีกหลาย ๆ ความหมาย และดีใจที่ถึงแม้จะเป็นเวลาไม่ถึงนาที แต่ผมก็เก็บความประทับใจไว้ในภาพของผมได้

 


ในช่วงที่ก่อนจะกลับ ผมได้เดินมาทางลานด้านหน้าของปราสาท ที่มีชาวญี่ปุ่น มาปูผ้านั่งกินข้าวกัน เหมือนในการ์ตูนที่เคยได้ดูตอนเด็ก ตอนแรกก็ยังงงว่า ทำไมต้องมากินข้าวให้มันลำบาก แต่พอเห็นเค้านั่งกินกัน บางกลุ่มถึงกับใส่ชุดประจำถิ่น ซึ่งเข้าใจว่า เค้าคงจะใส่ไม่กี่ครั้งในหนึ่งปี ต้องเป็นช่วงเวลาสำคัญ ๆ จริง ๆ เห็นแล้วก็มีความสุขตามไปด้วย และถึงแม้บางครอบครัว จะไม่ได้นั่งใต้ต้นซากุระจริง ๆ (ก็คนมันเยอะอ่ะ) ก็ยังปูพื้นนั่งกินข้าวกันอย่างสบายใจ มันเป็นภาพที่น่ารักจริง ๆ

และก่อนกลับ ถ้ามีโอกาสอยากให้แวะไปถ่ายรูปชินคันเซนที่ชานชลาชั้นบนสุดของสถานี ฮิเมจิ กันก่อน เพราะคุณจะมีโอกาสได้ถ่ายรูป รถไฟความเร็วสูง N700 series กันซะหน่อย รอถ่ายไม่นานครับ แป็บ ๆ ก็วิ่งผ่านไปผ่านมา หลายขบวนกันเลย

 


Sakura Square (Toyonaka) – จตุรัสซากุระ (เมืองโทโยนากะ)

ข้อมูลท่องเที่ยว : จตุรัสซากุระกว่า 130 ต้น เป็นพื้นที่สาธารณะที่บริษัท Panasonic สร้างไว้เป็นที่สาธารณะให้กับชุมชน

ขอบอกก่อนเลยว่า ที่ชมซากุระตรงจุดนี้ พบเจอด้วยความบังเอิญแท้ ๆ เพราะเห็นจากการเดินทางไปสถานที่อื่น แต่มันสะดุดตาจน ขากลับต้องแวะดู แล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ และคิดว่ายังไม่เคยเห็นมีใครเขียนรีวิวจุดชมซากุระตรงนี้เลย ที่ตรงนี้เรียกว่า “さくら広場(豊中)Sakura Square (Toyonaka)” หรือ จตุรัสซากุระ เมืองโทโยนากะ เนื่องจากไม่มีข้อมูลภาษาอื่นนอกจาญีปุ่น ก็เลยใช้ google translate แปลมาได้ประมาณนี้นะครับ

 

ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่รูปร่างสี่เหลี่ยมจตุรัส พื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางเมตร มีต้นซากุระประมาณ 130 ต้น ทำหน้านี้เป็นพื้นที่ชั่วคราวที่ใช้หลับภัยเวลาเกิดภัยพิบัติ เป็นพื้นที่ติดกับทางรถไฟสาย Hankyu ซึ่งเป็นรถไฟที่เราใช้ในการเดินทางมาที่นี่ จะมาที่นี่ก็ไม่ยากครับ คือนั่งรถไฟสาย Hankyu ที่บอกมาตอนแรก จากสถานี Umeda ไปลงที่สถานี Shonai (บางขบวนจะไม่จอดนะครับ ให้นั่งเป็นรถธรรมดา – Local line) ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้วครับ พอออกมาจากสถานีเดินออกมาที่ถนนแล้วเดินไปทางซ้ายตรงไปเรื่อย ๆ จนเจอโรงงานพานาโซนิคอยู่ด้านขวา ฝั่งตรงข้ามก็ใช่หล่ะครับ

 

ก่อนเข้าจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ โดยจะสอบถามก่อนเราเข้าไป เพราะที่นี่มีเวลาปิดเปิด และมีข้อห้ามอยู่นิดหน่อยคือ ห้ามเอาอาหารหรือเครื่องดื่มเข้ามานั่งกินด้านในเด็ดขาดครับ  เข้ามาจะเจอสนามหญ้าขนาดใหญ่ตรงกลาง และมีต้นซากุระปลูกโดยรอบ เรียงกันสวยงาม เป็นระเบียบ มีม้านั่งอยู่เป็นระยะ ซึ่งตอนที่ผมมาก็มี คนญี่ปุ่นหลายคน มานั่งอยู่เงียบ ๆ บางคนก็หยิบเอาหนังสือขึ้นมาอ่านกันเพลิน ๆ

 

ในขณะที่ชมความงามของซากุระตอนนั้น สักพักก็ได้ยินเสียงดัง ๆ มาจากทางข้างหลังด้านบนหัว เงยหน้ามองขึ้นไปก็เห็นเครื่องบิน บินผ่าน ตอนแรกเข้าในว่าเป็นเส้นทางผ่านของเครื่องบินไปสนามบินคันไซ แต่มาดูอีกทีไม่ใช่แล้วแฮะ สรุปว่าเป็นสนามบินของเมืองโทโยนากะนี้เอง เป็นสนามบินเล็ก เป็นสายการบินภายในประเทศ แล้วก็ไม่ใช่นาน ๆ ทีนะครับ เลือกว่าบินมาเรื่อย ๆ เลย แล้วก็บินไม่สูงเสียด้วย ถ้าใครเล็งมุมดี ๆ จะได้ถ่ายทั้งซากุระและเครื่องบินไปด้วยในตัวเลย

 

โดยธรรมดาแล้วต้นซากุระที่นี่จะปลูกในบ่อปลูก แบบเป็นระเบียบ แต่จะมีอยู่ต้นนึงที่ปลูกอยู่ริมสนามด้านบน โดดเด่นอยู่ต้นเดียวโดด ๆ เลย อันนี้ไม่ทราบที่มาที่ไปเหมือนกันครับ แต่เป็นทรงที่สวยดี เลยให้นางแบบประจำตัวไปโพสต์ถ่ายด้วยซะหน่อย ก็นับว่าเป็นมุมที่สวยไม่ใช่น้อยครับ

 

เราถ่ายรูปเล่นกันอยู่พักใหญ่เลย เป็นที่ที่สงบเงียบจริง ๆ ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย (ผมน่าจะเป็นคนแรกของวันเลยหล่ะมั้ง) จะเดินถ่ายมุมไหน ตรงไหน ถ่ายมาเหมือนสวนนี้เป็นของเราคนเดียวเลย

 

รถไฟสาย Hankyu คือรถที่เห็นอยู่ในภาพนี่แหล่ะครับ เป็นรถไฟที่ดูคลาสสิค แต่ยังใช้งานอยู่สบาย ๆ เค้าดูแลรักษาความสะอาดไว้อย่างดีเยี่ยม และอย่างที่บอกครับว่าเราสามารถ ถ่ายรูปซากุระกับเครื่องบินได้ในระยะใกล้ ๆ เลย ถือเป็นมุมที่ไม่ค่อยได้เห็นเหมือนกัน ที่สำคัญจุดนี้เดินทางมาง่าย ไม่ไกลจากสถานีใหญ่

ถ้าใครพอมีเวลาอยากให้แวะมาครับ เวลาเปิดปิดที่นี่ แบ่งเป็น 2 ช่วงครับ คือ วันที่ 3 เดือนมกราคม ไปจนถึง วันที่ 31 ตุลาคม เปิดตั้งแต่ 9:00 – 17:00 (เข้าได้ช้าสุดคือ 16:30) ส่วนวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายน – วันที่ 2 มกราคม เปิดตั้งแต่ 9:00 – 16:30 (เข้าได้ช้าสุดคือ 16:00) และปิดในวันอาทิตย์ วันหยุดประจำปี วันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่

 


Minami-Temma Park – สวนสาธารณะ มินามิเท็มมะ, โอซาก้า

ข้อมูลท่องเที่ยว : เป็นสวนสาธารณะริมน้ำ ใกล้ ๆ กับพิพิธภัณฑ์โรงกษาปณ์ (อีกที่นึงที่มีซากุระหลากหลายสายพันธุ์), ปราสาทโอซาก้า

สวนสาธารณะตรงนี้ เป็นอีกจุดนึงที่เรียกว่า เป็นทางผ่าน เพราะจริง ๆ เราต้องการไปปราสาทโอซาก้า แล้วพอขึ้นมาแล้วเห็นซากุระบานเต็มสวนจนทำให้เราต้องเปลี่ยนทิศทาง ขอแวะไปเดินดูบรรยากาศกันก่อน จริง ๆ แล้วเป็นสวนสาธารณะที่เดินต่อไปที่ พิพิธภัณฑ์โรงกษาปณ์ ที่เป็นที่ชมซากุระอีกที่นึงด้วย (แต่ไม่ได้ไปเพราะเราไปก่อนวันที่เค้าเปิดให้ชมกัน) วิธีการมาก็ไม่ยาก นั่งรถไฟใต้ดินมาขึ้นที่สถานที Temmabashi แล้วข้ามมาอีกฝั่งก็ถึงแล้ว

 

เราสามารถข้ามสะพานมาแล้วเดินลงไปด้านล่าง โดยซากุรจะปลูกอยู่ริมแม่น้ำ ทั้ง 2 ฝั่งสะพานเลย มีมุมให้ถ่ายรูปเก๋ ๆ อยู่พอสมควร ต้นซากุระก็ไม่สูงมาก ได้ระดับกำลังดี เราใช้เวลาตั้งกล้องถ่ายกันพอสมควรเลย

 

สวนนี้เป็นสวนเปิด ทีคนใช้เดินผ่านไปมา แต่ก็มีมุมให้ปูพื้นรองนั่งทำกิจกรรมได้พอสมควร (ในรูปคือเค้าเขียนจองเป็นเวลาไว้ด้วยนะ ว่าจะมาใช้ตอนกี่โมง เหมือนจองห้องประชุมที่บริษัทกันเลย)

 

ถือเป็น 1 จุดที่ดูเหมือนจะเป็นสวนสาธารณะที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีต้นซากุระบานสะพรั่งเต็มสวน และมีอนุสาวรีย์ ตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ ด้วย อย่างในรูป ที่มีน้องหนูอนุบาลอยู่ มีชื่อว่า Monument of Temma old songs (อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มีความสำคัญยังไงนะ)

 


Osaka Castle – ปราสาทโอซาก้า

ข้อมูลท่องเที่ยว : ปราสาทโอซาก้า และชมซากุระที่อยู่ล้อมรอบตัวปราสาท

ถือว่าเป็นไฮไลท์ที่ใครมาที่โอซาก้าแล้วไม่มาเที่ยวที่ปราสาทโอซาก้า ถือว่าพลาด เพราะเป็น Landmark ที่สำคัญของเมืองนี้ และมีบริเวณที่กว้างมาก เป็นปราสาทที่ผ่านสงครามและโดนทำลายด้วยสงครามมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยโอดะ โนบุนากะ จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ด้วยความที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเมือง ก็ได้มีการบูรณะเรื่อยมา จนถึงในปัจจุบัน ทางเทศบาลนครโอซาก้าได้ทำการบูรณะและตกแต่งภายนอกให้คงเหมือนยุคเอโดะสมัยก่อน แต่เพื่อความสะดวกสบายก็ได้มีการติดตั้งลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพิ่มเข้าไป สำหรับการเข้าชมปราสาท มีค่าธรรมเนียมเข้าชมนะครับ คนละ 350 เยน ไม่แพงเลย

 

เราสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำเลย เพราะบริเวณกว้างขวางมาก มีร้านค้าขายของกินให้ได้นั่งกินไปชมซากุระไปแบบเพลิน ๆ ได้ และก็ไม่แปลกที่จะเห็น ชาวญี่ปุ่น จะขนกันมานั่งกินข้าว พูดคุยกัน ใต้ต้นซากุระเต็มไปหมด สมกับเป็นช่วงของการเฉลิมฉลองของเค้าจริง ๆ

 


สำหรับใครที่จะมาแล้วไม่รู้ว่าจะมาช่วงไหนดี บอกเลยครับ ถ้าฟ้าใส ๆ วันไหน ให้ไปได้วันนั้นเลย โดยเฉพาะตอนเย็น เพราะแสงจะสวยมาก ทำให้ได้อีกบรรยากาศนึงเลย จะได้รู้สึกถึงแสงสีทอง ที่ผ่านกลีบซากุระสีชมพู ทำให้ดูเหมือนสีนวล ๆ สวยไปอีกแบบนึง

 

จริง ๆ แล้วมุมถ่ายรูปสวย ๆ ที่นี่มีเยอะจริง ๆ แทบจะถ่ายได้รอบปราสาทเลย เดินได้เพลิน จนลืมไปเลยว่ามันกว้าง ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นผมเหมือนจะได้เดินถ่ายรอบปราสาทเลยด้วยซ้ำ ตอนเดินไม่ปวดขาอะไรเท่าไหร่ แต่พอกลับมาที่พักเป็นต้องนวดขาทุกที

 

พอถึงตอนเย็น หลังจากพระอาทิตย์เริ่มจะตกดิน ตัวปราสาทก็จะสวยไปอีกแบบนึง สังเกตได้ว่า รูปนี้เป็นมุมเดียวกับรูปแรกข้างบน แต่มันสวยไปคนละแบบ

 

และที่นี่จะมีอยู่มุมนึงที่เป็นมุมที่ถ่ายปราสาท กับซุ้มซากุระได้สวยจนเป็นมุมแนะนำซึ่งก็คือมุมนี้ (แอบเสียดายว่ามาช้าไปหน่อย โดนฝรั่งจองมุมตอนแสงสวย ๆ ไปก่อน แต่ก็ยังดีที่เค้าถ่ายแป็บนึงพอได้ที่พอใจ แล้วเค้าก็ให้เราถ่ายต่อ)

 

และอย่างที่บอกว่าเวลาซากุระตอนกลางคืนแล้วเค้ามี Light up เนี่ย มันสวยจริง ๆ ตอนแรกว่าจะไปยืนตรงน้องเสื้อแดงตรงกลางเหมือนกันนะ แต่น้องเล่นยืนไม่ขยับไปไหนเลย ก็เลยถ่ายมาเป็นแบบไปซะเลย

สำหรับการเที่ยวชมปราสาทในครั้งนี้ ผมไม่ได้เข้าไปด้านในของปราสาท เพราะต้องการเก็บภาพบรรยากาศความงามของซากุระที่อยู่รายล้อมปราสาทครับ และกลัวจะใช้เวลานานจนลงมาไม่ทัน แต่ถ้าใครมีโอกาสได้มา ให้ลองเข้าไปชมดูครับ ด้านในมีของญี่ปุ่นโบราณเพียบเลย และเชื่อว่าภาพที่ได้จากด้านบนก็คงสวยไม่ใช่น้อย

 


Kenroku-en – สวนเค็นโรคุเอ็น, คานาซาวะ

ข้อมูลท่องเที่ยว : สวนเค็นโรคุเอ็น ที่เป็นสวนที่สวยที่สุด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น ติดกับปราสาทคานาซาว่า

จริง ๆ แล้วหลังจากนี้จะเป็นสถานที่ที่อยู่ในเมืองคานาซาว่า เป็นเมืองที่อยู่ในภูมิภาค Chubu ด้วยซ้ำ แต่สามารถเดินทางมาจากโอซาก้าได้อย่างง่าย ๆ โดยรถด่วนแบบต่อเดียวถึง และใช้เวลาแค่ประมาณ 2 ชม. เอง จริง ๆ แล้วความตั้งใจของผมคือจะมาพักที่เมืองนี้เพื่อเดินทางไปที่หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่มีชื่อเสียงอยู่พอสมควร และจะบอกว่าซากุระที่นี่ก็ดีงามมาก ๆ เราไปเริ่มกันที่แรกคือสวนเค็นโรคุเอ็น สวนที่สวยติด 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่น แต่ผมมาเดินชมที่สวนนี้ในช่วงกลางคืนครับ เพราะมาเดินหลังจากไปหมู่บ้านชิราคาวาโกะแล้ว (ช่วงซากุระที่นี่บาน ในหมู่บ้านชิราคาวาโกะ ยังไม่มีดอกตูม ๆ เลยด้วยซ้ำ เลยไม่ได้เอามาให้ดูกัน)

 

สวนที่นี่เค้าจัด Light up ได้สวยเหมือนกันครับ ด้วยการที่สวนสวยอยู่แล้ว การจัดไฟแล้วก็ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ ถือเป็นโชคดีครับ เพราะธรรมดาแล้วสวนนี้เค้ามีเวลาปิดไม่เย็นขนาดนี้ แค่ประมาณื 5-6 โมงเย็น เท่านั้นเอง แต่ช่วงที่ไปเค้าจัดเป็นเทศกาลให้เดินชมสวนได้ในตอนกลางคืน ถ้าจำไม่ผิดได้ประมาณถึง 2 ทุ่ม ด้านในสวน ก็มีร้านค้า ร้านอาหารเปิดให้บริการกันตามปรกติ บางร้านมีมุมสวย ก็จัดเป็นร้านขนมกับชาร้อนให้ได้นั่งกินไปชมสวนกันไป

 

สิ่งที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือการจัดสวนสไตล์ญี่ปุ่น ที่จัดได้อย่างลงตัว พร้อมกับพันธุ์ไม้ที่ตกแต่งมาเป็นอย่างดี ทางเดินมีกว้างมีแคบเป็นจุด ๆ ไปครับ แต่ไม่ถึงกับแออัด เพราะผมก็ยังตั้งกล้องถ่ายได้โดยไม่ได้กีดขวางทางใครเลย

 

จริง ๆ แล้วตรงซุ้มต้นไม้ตรงนี้ จะเห็นภาพโดยทั่วไปที่เป็นเหมือนเส้นเอ็นขึงต้นไม้เอาไว้เป็นลักษณะ กรวยแหลม กางอยู่หลาย ๆ กรวย แต่วันที่ผมไป ดันไม่มีซะงั้น ก็ตามหากันอยู่ตั้งนาน แต่จริง ๆ มันคือที่เดียวกันกับในภาพนี้ครับ ก็เลยดูแปลกตาไปเลย

 

โคมไฟตรงนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ครับ เป็นโคมไฟหิน ออกแบบในลักษณะของพิณญี่ปุ่น ข้างสระน้ำ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สวน Kenrokuen และถ้าถามถึงมุมถ่ายรูปซากุระที่นี่ก็มีมุมสวย ๆ อยู่เหมือนกันครับ แต่เนื่องจากช่วงเวลาที่ผมไปคนค่อนข้างเยอะพอสมควร

 


Kanazawa Castle – ปราสาทคานาซาวะ, คานาซาวะ

ข้อมูลท่องเที่ยว : ปราสาทคานาซาวะ สวนในปราสาทประจำเมืองคานาซาวะ

ปราสาทคานาซาว่า เป็นจุดนึงที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวชมกัน ต้นซากุระที่อยู่รายรอบ 2 ข้างทางระหว่างทางไปตัวปราสาท เวลาออกดอกบานสะพรั่ง สวยงามไม่ใช่น้อย

 

ระหว่างเดินไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเห็นป้อมปราการของปราสาทอยู่ไม่ไกล และต้องขอยอมรับสำหรับการตกแต่งทางเดินของที่นี่จริง ๆ ทุกมุมมองแล้วเหมือนทางเดินสวนญี่ปุ่นย่อม ๆ เลยทีเดียว

 

ระหว่างเดินไปเรื่อย ๆ ก็มีลมพัดแรง ทำให้กลีบซากุระร่วงและปลิวไปตามแรงลม เหมือนพายุซากุระ ทำให้ผู้คนที่เดินอยู่แถวนั้น ถึงกับหยุดเก็บภาพกันอย่างสนุกสนาน ผมเองยังรู้สึกชอบในวินาทีนี้ไปด้วย

 

 

จริง ๆ แล้วตรงนี้ถือเป็นจุดรอยต่อระหว่าง ปราสาทคานาซาว่า กับสวนเค็นโรคุเอ็น เราสามารถเดินเที่ยวต่อเนื่องกันเลยก็ได้ เรียกว่าเที่ยวหนึ่งได้ถึง 2 เลยก็ว่าได้

 

 

เป็นที่น่าเสียดายจริง ๆ ที่ผมมีโอกาสเก็บภาพของที่นี่ได้แค่นี้ เพราะหลังจากถ่ายภาพตรงนี้เสร็จแล้ว ฝนระลอกใหญ่ก็เริ่มเทลงมา เรียกว่าไม่ลืมหูลืมตากันเลย ได้แต่ยืนหลบฝนกันเป็นแถบ ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วเคยเห็นภาพ ต้นซากุระที่อยู่ด้านในปราสาท ปลูกเป็นแนวอย่างสวย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าไปเพราะเวลาไม่ได้จริง ๆ สัญญากับตัวเองเลยว่า ถ้าได้มีโอกาสต้องกลับมาอีกครั้งให้ได้แน่นอน

 


Sakura at Asanogawa River – ซากุระริมแม่น้ำอะซะโนกะวะ

ข้อมูลท่องเที่ยว : เดินเล่นชมซากุระริมแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองคานาซาว่า

จุดนี้เป็นจุดสุดท้าย และตั้งใจจะเอาสุดท้ายด้วยครับ เพราะเป็นจุดที่ผมชอบที่สุดในบรรดาที่ผมไปมาทั้งหมดเลย เพราะเป็นบริเวณที่เดินได้ยาว ๆ และไม่มีผู้คนเยอะแยะ เป็นวิวซากุระริมแม่น้ำ ที่เหมือนเราจองพื้นที่อยู่แค่เราเลย กับระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร วิธีการมาคือการนั่ง Kanazawa Loop bus สาย LL มาลงประมาณป้ายที่ 4 หรือ 5 ก็ได้ครับ อยู่ใกล้ ๆ กัน ลงแล้วเดินเลาะริมแม่น้ำได้สบาย ๆ เลย

 

ต้นซากุระเอง จะอยู่ด้านบน แต่จะโน้มตัวลงมาที่ริมตลิ่ง ด้านล่าง ทำให้เราถ่ายรูปได้มุมดี ๆ โดยเรียกว่าแทบจะเดินไปชนกิ่งซากุระอยู่แล้ว
ซากุระที่นี่ยอมรับว่าดกจริง ๆ เพราะดูจากร่องรอยแล้ว ก็มีร่วงไปบางส่วน (ขณะที่เดินก็มีร่วงเพราะลมพัดเหมือนกัน) แต่ก็ยังเหลืออยู่เต็มต้นเลย

 

ในบางช่วงของลำน้ำ สามารถเดินชมได้ทั้งสองฝั่งเลย เพราะจะมีสะพานอยู่เป็นระยะ เดินข้ามไปข้ามมาได้สบาย ๆ

เดินกันอยู่ตั้งนานสองนาน เพิ่งจะเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่คู่นึงที่ยืนได้จังหวะมาก เลยจับมาเป็นแบบเลย ยืนอยู่ได้ตำแหน่งดีจริง ๆ

 

มุมที่ได้สวยขนาดไหน คงได้แต่ให้ดูจากภาพ บรรยายไม่ถูกจริง ๆ ที่สำคัญ ไม่มีคนอื่นเลย เรียกว่าเดินได้ไม่มีเมื่อย กดชัตเตอร์ตรงนี้ไปเป็นร้อยเลยครับ ทั้งถ่ายวิวและถ่ายคน จะเสียดายหน่อยก็ต้องท้องฟ้า เมฆมันเยอะมาก จนดูทำให้สีของดอกซากุระมันหม่นไปนิด ๆ

 

ไม่ใช่แค่วิวริมน้ำที่สวยนะครับ บางช่วงของถนน มันก็สวยมากเหมือนกัน เดินเล่นถ่ายเป็น MV ยังได้สบาย ๆ เลย แนะนำให้ใส่เสื้อผ้าสีสด ๆ เอาไปตัดสีอ่อน ๆ ของซากุระ ไม่ก็หาเดรสขาวก็น่าจะสวยไม่น้อย

 

แต่เท่าที่สังเกต การทำตลิ่งสำหรับแม่น้ำของเค้า จะไม่ทำให้ติดน้ำ แต่เค้าทำเผื่อไว้ให้ในกรณีที่ระดับน้ำสูงขึ้น ก็ไม่ทำให้ท่วมขึ้นมาด้านบน แต่ในสภาวะปรกติ ก็เหมือนเป็นทางเดินให้ชาวบ้านได้เดิน มีทางสำหรับจักรยานใช้ได้ด้วยซ้ำ ทำให้ถนนด้านบนจะเล็กหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะใช้สัญจรได้เต็มที่

 

เราเดินเก็บภาพกันเพลินเลยครับ และตัวช่วยในการเก็บภาพคู่ก็คือขาตั้ง แล้วใช้รีโมทในการถ่ายภาพอีกที และแน่นอนว่า หน้าที่ในการแบกขาตั้งก็ไม่ใช่ใคร คนรู้ใจข้าง ๆ นี่แหล่ะ (สงสัยจริง ๆ ว่าอยากมีแฟนเป็นช่างภาพจริง ๆ เหรอ หน้าที่นี้หน้าที่หลักเลยนะ)

 

จริง ๆ ทริปนี้เราถ่ายรูปคู่กันมาเยอะกันมาก แต่ไม่อยากให้กลายเป็นรีวิวโชว์หน้ากันเกินไป ก็เอามาให้ดูกันเล็กน้อยพอ แค่อยากจะบอกว่า ช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ ถ้าไปคนเดียวมันก็รู้สึกเสียดายไปนิด แต่ถ้ามีคนไปร่วมเก็บความประทับใจด้วยกัน มันก็จะรู้สึกดีมาก ๆ

 

ถึงแม้ทริปนี้จะเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวกันหลายแห่ง (บางแห่งไม่ได้มีซากุระ ก็ไม่ได้เอามาใส่ในรีวิวครับ เดี๋ยวจะผิดประเด็นไปนิด) ฟ้าจะไม่ค่อยสวยเกือบทั้งทริป แต่ยอมรับว่า ไม่เหนื่อยกันเลย เพราะช่วงเวลาที่ไปมันมีความสุขสุด ๆ เทียบกับครั้งก่อนที่เคยไปโตเกียว แล้วไปหลังจากซากุระร่วงไปหมดแล้วไม่ได้เลย ครั้งนี้ฟินมากมาย เข้าใจเลยที่เค้าบอกชอบไปตอนซากุระกัน มันเพราะอะไร และก็มีอีกหลายที่ ที่ไม่ได้ไปเพราะเวลาไม่พอจริง ๆ ซึ่งแต่ละที่ก็สวย ๆ ทั้งนั้น ก็คงจะเหมือนสิ่งที่เราเหลือเอาไว้ เป็นข้ออ้างในการที่จะมาเก็บความประทับใจอีกครั้ง ขอลาไปด้วยรูปคู่แบบซากุระที่เป็นฉากหลังแบบอลังการ เผื่อจะทำให้หลายคู่อยากไปเก็บภาพแบบเราบ้างนะครับ

 

 

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

5 + 6 =


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.