Let ‘s go South AEC : LANGKAWI

ชวนกันเที่ยวใต้ : เยือน ลังกาวี อดีตตำนานแดนต้องสาป

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวประเทศเพือนบ้านของเรา ไม่ใกล้ไม่ไกลครับ ที่เกาะ “ลังกาวี” ขอขอบคุณ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองตลาดภาคใต้” ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางครั้งนี้

ก่อนจะไปออกทริปกัน เรามาดูข้อมูลคร่าว ๆ ของลังกาวีกันก่อนนะครับ…ลังกาวี เป็นกลุ่มเกาะเล็กเกาะน้อยจำนวน 99 เกาะ (ดูยังไงก็ไม่ถึง 99 เกาะนะ แต่เหมือนโขดหินใหญ่ ๆ เค้าก็นับ) นอกชายฝั่งของรัฐเคดาห์ (ไทรบุรีในอดีต) ประเทศมาเลเซีย ใช้สุกลเงิน RM หรือ ริงกิตมาเลเซีย มีความสิ่งแวดล้อมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายสวยงาม ป่าชายเลนที่มีพืชและสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ และยังมีสินค้าปลอดภาษีราคาย่อมเยาว์อีกด้วย แต่สิ่งที่ทำให้หลาย ๆ คนเคยได้ยินชื่อลังกาวีนี้คือ ตำนานที่ยังคงได้รับการกล่าวถึงในปัจจุบัน ตำนานแห่งพระนางมะห์สุหรีดูสิ หรือพระนางเลือดขาว ซึ่งตอนนี้ได้มีการทำพิธีถอนคำสาปไปเมื่อ 15 ปีก่อนแล้ว เกริ่นมาพอสมควรแล้ว ไปดูกันดีกว่าครับว่าทริปนี้เป็นยังไงกันบ้าง

langkawi island

เราออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ด้วยสายการบินนกแอร์ เที่ยวบิน DD 7102 เวลา 06.00 น. เพื่อไปลงที่สนามบินหาดใหญ่ แต่เรานัดรวมตัวกันก่อน ตอน 05.00 น. ในใจคิดกันอยู่ว่าจะเช้าไปไหน แต่สุดท้ายก็ถือว่าโชคดีครับที่นัดกันก่อน เพราะรถติดมาก ติดรถที่มาส่งคนบินกันตอนเช้านี่แหล่ะ แล้วไหนจะต้องมาต่อคิว Check-In กันอีก ใครจะมาขึ้นเครื่องตอนเช้าอย่าชะล่าใจนะครับ เผื่อเวลากันสักหน่อยจะได้ไม่ต้องวิ่งขึ้นเครื่องกัน

Check-in Don Muang NokAir

พอได้เวลาเราก็ไปขึ้นรถบัสเพื่อไปขึ้นเครื่องครับ ฟ้ากำลังสางเลย แต่ละคนหน้าตางัวเงียมากสงสัยขึ้นเครื่องไปคงจะหลับกันเป็นแถว

NokAir OnBoard

ตั้งแต่นั่งเครื่องมาไม่เคยที่จะได้นั่งที่หลังสุดเลย ถือเป็นครั้งแรกที่ได้นั่ง ความรู้สึกตอนขึ้นก็เสียวๆ หลังนิดหน่อย รู้สึกได้เล็ก ๆ ตอน Take off แต่หลังจากเครื่องขึ้นก็ของีบเอาแรงหล่ะครับ

NokAir Cabin

หลังจากเราลงเครื่องที่หาดใหญ่ ก็คงต้องหามื้อเช้ากันก่อนนะครับ มาหาดใหญ่ทั้งทีไม่ควรจะพลาด ติ่มซำ ครับ ร้านที่เราไปเป็นร้านดังร้านนึงในหาดใหญ่ “โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2”

โชคดีแต้เตี้ยม

ติ่มซำที่นี่นึ่งสดครับ เลือกได้ตามใจชอบเลยว่าอยากได้อะไร เดี๋ยวเค้าจะเอาไปนึ่งมาให้แบบสด ๆ และที่ไม่ควรพลาดที่สั่งอีกอย่างก็คือ บะกุ๊ดเต๋ ครับ

Dim sum
Dim Sum

หลังจากจัดการมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปเกาะลังกาวีกันแล้วหล่ะครับ ปรกติแล้ว เราต้องเดินทางไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ ตำมะลัง จ.สตูล (เส้นทางสีเขียว) ซึ่งจะมีเรือออกจากท่าเรือไปลังกาวี 3 เวลา 9.30 น., 13.30 น. และ 16.00 น. แต่ช่วงที่เราไป เป็นช่วงเดือน รอมฎอน หรือช่วงถือศีลอด ของศาสนาอิสลาม วันที่เราไปนี่เป็นช่วงวันสุดท้ายของเทศกาลพอดี ซึ่งเที่ยวเรือเหลือแค่ 2 เที่ยวต่อวันคือ 9.30 น. กับ 15.30 น. ตามแพลนเราจะขึ้นเรือรอบบ่าย แต่ว่าพอกลายเป็นเหลือแค่ 2 รอบ มันจะนานเกินไปที่จะรอ เราเลยต้องหาเส้นทางอื่น ก็คือวิ่งไปขึ้นที่ท่าเรือ Kuala Perlis ในรัฐเคดาห์ ปะเทศมาเลเซีย โดยวิ่งไปทางด่านสะเดา จ. สงขลา (เส้นทางสีน้ำตาล)

Route to Langkawi
kuala perlis pier route
Time table

ที่ท่าเรือ Kuala Perlis นี้ จะมีเรือออกแทบทุกชั่วโมงครับ เรือที่เราจะนั่งไปเป็นเรือ Ferry ข้ามไปเกาะลังกาวี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.45 ชม. เรือจะมีเลขที่นั่งนะครับ เป็นการจำกัดปริมาณผู้โดยสารไปในตัว ราคาค่าโดยสาร 18 ริงกิตมาเลเซีย ก็ประมาณ 180 บาทไทย (เอา 10บาทคูณเอา ตอนที่เรทประมาณ 9 บาทนิด ๆ)

Kuala Perlis Pier
Ticket to Langkawi

พอได้เวลาเดินทางก็ไปต่อแถวเพื่อขึ้นเรือหล่ะครับ ที่นั่งด้านในอาจจะดูแคบไปนิดสำหรับคนตัวใหญ่ แต่ไม่ใช่เรือขนาดเล็กนะครับ ไม่น่ากลัวสำหรับการเดินทางข้ามทะเล

Kuala Perlis Ferry boat
Kuala Perlis Ferry boat

Langkawi มีสัญลักษณ์เป็นนกอินทรีย์ ตามความหมายของคำ คือ “นกอินทรีย์ตัวใหญ่สีแดง” ซึ่งถือว่าเป็นนกท้องถิ่นของที่นี่เลยครับ รูปปั้นนกอินทรีย์ตัวใหญ่นี้ อยู่ในบริเวณท่าเรือที่เราเทียบท่าเลย เป็น landmark ที่ใครไปใครมาก็จะไปถ่ายกัน และน่าภูมิใจสำหรับคนไทยสักนิด ก็คือ ช่างที่เป็นคนทำรูปปั้นนี้ขึ้นมาคือคนไทยครับ เด็ดไปเลย

Langkawi Red Eagle

เนื่องจากเราใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทาง กว่าจะถึงก็พอดีมื้อกลางวันเลยครับ ร้านที่เราไปทานกันเป็นร้านอาหารไทย ที่ชื่อ Nogoya (แปลกมั้ยหล่ะร้านอาหารไทย แต่ชื่อญี่ปุ่น) เป็นร้านอาหารไทยที่รสชาติใกล้เคียงกับอาหารไทยมาก แตกต่างกันนิดหน่อยตรงเค้าจะออกเข้มข้นด้วยซอสและน้ำมันหอยหน่อย และเข้มข้นด้วยเครื่องเทศ

Nagoya Thai Restaurant Langkawi

หน้าตาอาหารส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกับของบ้านเราเท่าไหร่นัก จะมีก็แต่ไข่ตุ๋น ที่มาเป็นแบบแบน ๆ แต่อร่อยครับ เนื้อเนียนเลย

Nagoya Thai Foods

จากนั้นก็เข้าที่พักกัน เราพักกันที่โรงแรมเปิดใหม่ล่าสุดของที่นี่เลย เปิดมาแค่ไม่กี่เดือนเอง ชื่อว่าโรงแเรม Adya คนไทยอาจจะอ่านว่า “แอดย่า” แต่จริง ๆ เค้าอ่านว่า “อาเดีย” นะครับ ราคาตกคืนละประมาณ 2,000 บาท เป็นโรงแรม 4 ดาวของที่นี่

Adya Langkawi
Adya Langkawi

ห้องพักที่เห็นแบบแบบ superior เป็นแบบเตียงคู่ ห้องน้ำเป็นแบบฝักบัวไม่มีอ่างอาบน้ำนะครับ

Superior room Adya
Superior room Adya
Superior room Adya

อย่างที่บอกไว้ตอนต้นนะครับว่า ช่วงวันที่ผมมาเป็นช่วงสิ้นสุดการถือศีลอด หรือที่เรียกว่า “วันตรุษอีด-ฮารีรายอ” โดยใน 1 ปีจะมีอยู่ 2 ครั้งเรียกแตกต่างกันไป โดยวันที่ผมไปเรียกว่า “วันอีดิ้ลฟิรตริ” หรือวันออกบวช (วันที่ละจากการถือศีล) ชาวมุสลิมจะแต่งตัวสวย ๆ งาม ๆ เป็นสีสัน เป็นช่วงการเฉลิมฉลองประมาณเกือบ ๆ อาทิตย์ ร้านค้าก็จะปิดกิจการหยุดไปเที่ยวไปพบปะญาติพี่น้อง เหมือนวันตรุษของบ้านเรา (เลยทำให้ร้านค้า ร้านอาหารทั่วไปหยุดไปด้วย ร้านที่เปิดให้บริการเป็นร้านค้าชาวจีนซะส่วนใหญ่) จะเห็นผู้คนในละแวกนี้ใส่แต่ชุดแบบนี้สีสันแบบนี้นะครับ เรื่องสีไม่ได้กำหนดว่าสีไหนเป็นยังไง ขอแค่ให้เป็นสีสันเอาไว้ก่อน ดูได้จากแว๊นซ์เมืองลังกาวีได้ สีบาดตาทั้งนั้น

Langkawi People

โปรแกรมหลังจากนี้คือเราจะไปขึ้น Cable Car กัน แต่ก่อนจะถึง ทางไกด์ได้จอดแวะให้เราถ่ายรูปกันก่อนจุดนึง เป็นท่าจอดเรือยอร์ชคล้าย ๆ กับตรงภูเก็ตบ้านเรา

Yacht Club Langkawi

ใช้เวลากันไม่นานครับ จากท่าเรือยอร์ชวิ่งต่อไปไม่ถึง 10 นาที ก็ไปถึง Langkawi Cable Car กันแล้ว ตัว Langkawi Cable Car จะรู้จักกันในชื่อว่า SkyCab จริง ๆ แล้วที่นี่ไม่ได้มีแค่ Cable อย่างเดียวนะครับ เรียกว่าเป็นสวนสนุกหรือ Park ได้เลยทีเดียว

Oriental Village Langkawi

นอกเหนือจากเคเบิ้ลคาร์แล้ว ยังมีเครื่องเล่นอื่นให้ได้เล่นด้วยนะครับ ราคาก็ตาม package เสริมเลย โดยราคาจะมีอยู่ 2 แบบคือสำหรับชาวต่างชาติกับคนมาเลเซียเอง จุดหมายของเราในวันนี้คือการได้ขึ้นเคเบิ้ลคาร์ ไปชมวิว 360 องศา บนยอดเขา กุนัง มัต ชินชัง ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 2 ในลังกาวี ถ้าเป็นไปได้อยากอยู่ให้ถึงตอนพระอาทิตย์ตกเลยครับ

Langkawi Cable Car Table rates
SkyCab Entrance

ตัวกระเช้าขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กครับ นั่งได้ 6 คน โดยก่อนขึ้นจะมีแถวให้ยืนเรียงกันขึ้นทีละ 6 คน สำหรับใครที่มาเป็นหมู่คณะ พยายามจับกลุ่มกันไว้ จะได้ขึ้นไปพร้อม ๆ กัน พอกระเช้ามาถึง ก็จะค่อย ๆ เคลื่อนตัวแบบช้า ๆ ให้คนที่ลงมาก่อนได้ออก และเราก็ค่อย ๆ เดินตามกระเช้าแล้วก้าวเข้าไปนั่งสบาย ๆ ครับ

Langkawi Cable Car
Langkawi Cable Car

สำหรับคนที่กลัวการขึ้นกระเช้า ไม่กล้าขึ้น ขอบอกนะครับว่าไม่น่ากลัวเลย จะมีความรู้สึกเสียวนิดหน่อยตรงจุดเชื่อมต่อตรงรอกของสายเคเบิ้ลเท่านั้น (เสาที่เห็นในภาพนี่แหล่ะ) การแกว่งของกระเช้าจะอยู่ที่ขนาดของกระเช้าครับ เล็ก ๆ ก็อาจจะเสียวหน่อย แต่แป็บเดียวแหล่ะครับ แลกกับการขึ้นไปได้เห็นวิวสวย ๆ สูง ๆ บอกได้คำเดียว คุ้ม…โดยตัวกระเช้าจะมีแบ่งเป็น 3 แบบครับ แบบธรรมดา, แบบพื้นใส (Bottom Glass) และแบบ VIP

Langkawi Cable Car

SkyCab นี้จะแบ่งเป็น 2 สถานีครับ มีสถานีกลางที่มีความสูง 650 เมตรจากระดับน้ำทะเล กับสถานีสูงสุดที่สูง ที่มีความสูง 709 เมตรจากระดับน้ำทะเล สิ่งที่ที่ผมอึ้งคือการก่อสร้างครับ เพราะเค้าจะไม่ได้ทำการรุกป่า ตัดต้นไม้เพื่อทำทางมาตั้งกระเช้า เค้าจะตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด ได้ยินมาว่าเค้าใช้ เฮลิคอปเตอร์ในการขนส่งอุปกรณ์ทางอากาศเพื่อสร้าง ทำให้พื้นที่โดยรอบ ๆ มีแต่ต้นไม้สูงเต็มไปหมด

Langkawi Cable Car

จุดแรกที่เราแวะลงก่อน ก็คือสถานีกลาง เป็นจุดที่เราสามารถมองเห็นสถานีต้นทาง และชายฝั่งจากจุดที่เราขึ้นมา เป็นจุดพักที่ใช้เวลาไม่นานครับ เหมาะจะมาถ่ายรูปมุมสูงกับอ่าวด้านล่าง

Langkawi Middle Station

จากข้อมูลที่ดูบางคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องลงที่จุดแวะนี้ก็ได้ครับ แต่ประตูจะเปิดอัตโนมัตินะ เพราะว่าพอเราลงไปแล้วจะไปขึ้นอีกทีก็อาจจะต้องรอแถวนานหน่อย เพราะถ้ากระเช้าที่ขึ้นมาเค้าไม่ได้ลง เราก็ขึ้นต่อไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วใช้เวลาไม่นานครับ มาทั้งทีแวะหน่อยก็ได้นะ ไม่ลำบากอะไร

Langkawi Middle Station

จากจุดนี้เราก็นั่งต่อไปยังสูงสุดที่มองเห็นวิวได้ 360 องศา และเป็นทีตั้งของ SkyBridge สะพานแขวนที่ติดอันดับความเสียว 1 ใน 5 ของโลก

Langkawi SkyCab

SkyBridge เป็นสะพานแขวนที่ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวแบบเอียง ๆ แล้วแขวนสะพานไว้กับยอดเขาสองฝั่ง เห็นเอียง ๆ แบบนี้เค้าคำนวณมาแล้วว่าแข็งแรงนะครับ ตรงกลางมีพื้นที่เป็นกระจกใสให้ได้ลองความเสียวด้วย…

Langkawi SkyBridge

อันนี้เป็นรูปจากกระเช้าที่ใกล้สุดหล่ะครับ สรุปว่าไม่ได้เดินไป เพราะเหมือนกับว่าเรามาช้าไปนิดนึง เค้าปิดป้ายห้ามเข้าแล้วหล่ะ ถึงจะเห็นไกล ๆ ว่ามีคนเดินอยู่ก็ตาม เลยอดไปทดลองความเสียวเลย แต่เหมือนเค้ากำลังก่อนสร้างลิฟท์จากชั้น Top Station ลงไปแบบดิ่ง ๆ อยู่คาดว่าจะเสร็จอีกไม่นานนี้

Langkawi SkyBridge

พอถึงสถานีก็เดินขึ้นไปนิดนึงครับ วิวสวยมาก ลมพัดเย็นสบาย มีไอหมอกนิด ๆ ดูแล้วไม่เหมือนกับอยู่มาเลเซียเลย นึกว่าอยู่หุบเขาในจีน ต้องยอมรับว่าธรรมชาติยังสมบูรณ์มาก ๆ จริง ๆ

Machincang mountain

ภาพมุมกว้าง (Panorama View) ที่เอาไปใช้ทำเป็นหน้าปก จะมองเห็นสถานีกลางที่เราเพิ่งขึ้นมากับ SkyBridge ถ้าไปทางซ้ายอีกนิดก็จะเป็นทะเลฝั่งตะวันตกครับ วันนี้ฟ้าสวยจริง ๆ คิดไว้เลยว่าวันนี้ได้ภาพพระอาทิตย์ตกแจ่ม ๆ แน่เลย

Machincang Panorama View

แต่สุดท้ายแล้วเราก็อยู่ไม่ถึงพระอาทิตย์ตกครับ..ทำไมหน่ะเหรอ เพราะหลังจากที่เรากำลังรออยู่สักพักใหญ่ ๆ หมอกก็เริ่มลงจัดแล้วหล่ะครับ น่าจะเกิดจากอากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้วมาเจอความชื้นของป่าโดยรอบ ๆ คิดไว้แล้วว่าอยู่ก็คงไม่ได้อะไร รูปนี้เป็นรูปสุดท้ายที่เก็บภาพได้ก่อนหมอกจะลงจัดแล้วครับ น่าเสียดายจริง ๆ ถ้าอากาศดี เห็นว่าสามารถมองเห็นเกาะหลีเป๊ะของเราได้เลย

Sunset from Machincang Moutain

จริง ๆ แล้วเวลาเปิดปิดของที่นี่เห็นเขียนเอาไว้ว่า 9:00 AM – 7:00 PM นะครับ แต่ตอนที่เราลงมา คนก็เริ่มทยอยกลับกันแล้วในรูปคือ Oriental Village ที่ออกแบบให้เป็นเมืองในรูปแบบตะวันตกเป็นร้านขายของและกิจกรรมทางน้ำของที่นี่ครับ

Oriental Village

หลังจากนั้นเราก็ไปทานอาหารเย็นกัน เนื่องจากวันนี้ร้านค้าทั่วไปจะปิด ยกเว้นร้านคนจีนหรือคนไทยที่นั่น เลยกลายเป็นว่า แต่ละร้านจะแน่นขนัด นั่งรออาหารกันค่อนข้างนาน ของแทบจะไม่มีขายกันเลยทีเดียว ร้านที่เราไปทานวันนี้เป็นร้านอาหารไทยครับ ออกแนวซีฟู๊ด กว่าจะได้โต๊ะค่อนข้างนานอยู่เหมือนกัน

Thai restaurant Langkawi
Thai restaurant Langkawi

หลังจากที่เราได้โต๊ะแล้วก็อาจจะต้องคอยตามกันเป็นพัก ๆ ยังดีที่พีไกด์ คอยจัดการให้ แทบจะไปรออาหารให้เลยครับ แต่อาหารสดอร่อย (หรือเพราะรอนานหว่า)

Thai restaurant Langkawi

ขอไฮไลท์ที่ 2 จานนี้ครับ เพราะอร่อยดีครับ ไม่ผิดหวัง

กุ้งทอดผัดเนย (Butter Prawn) มาหาข้อมูลอีกทีเหมือนจะเป็นอาหารประจำชาติของเค้านะ

Butter Prawn

ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว (Steamed Fish)

Steamed Sea Bass

หลังจากนี้เราก็กลับเข้าที่พักหล่ะครับ นอนพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวไปทำกิจกรรมในวันรุ่งขึ้น

วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่เราอยู่ลังกาวี บรรยากาศตอนเช้าดีมาก มีหมอกอยู่ที่เขาใกล้ ๆ ที่พักของเราเลย แต่ดูฟ้าแล้วเหมือนจะมีฝนเลยครับ โปรแกรมในวันนี้เราจะไปล่องเรือที่สวนธรรมชาติกิลิม ไปดูฟาร์มปลาและไปให้อาหารนกอินทรีย์ หลังจากนั้นก็จะไปที่สุสานของพระนางมะห์สุหรี

Morning Langkawi

หลังจากทำธุระตอนเช้ากันที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางไปสวนธรรมชาติกิลิมครับ เดินทางขึ้นไปทางเหนือของเกาะจากที่พักไปประมาณ 20 กิโลเมตร

สวนธรรมชาติกิลิม (Kilim Geoforest Park) เป็นสวนธรรมชาติมีอาณาเขตกว่า 100 ตารางกิโลเมตร สิ่งแวดล้อมโดยรอบจะเป็นป่าชายเลน

Kilim GeoforestPark

ที่สวนธรรมชาติกิลิมนี้จะมีโปรแกรมท่องเที่ยวหลายแบบ จะพาทัวร์โดยรอบเลยก็ได้ ราคามากน้อยตามโปรแกรมที่เลือกเลยครับ ราคาจะเป็นราคาเช่าเหมาเรือ เรือหนึ่งลำสามารถนั่งได้ประมาณ 10 กว่าคน

Kilim GeoforestPark rates
Kilim Boat

ธรรมชาติโดยรอบเป็นป่าชายเลนสภาพสมบูรณ์มาก และในสวนธรรมชาติกิลิมนี้ ยังเป็นที่รับฝากจอดเรือยอร์ชที่นึงด้วย ที่นี่จะมีเรือยอร์ชมาใช้บริการอยู่เยอะเหมือนกัน เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าที่ท่าเรือยอร์ชที่เราไปมาเมื่อวาน

Kilim Geoforest Park
Kilim Geoforest Park

คุณลุงที่เห็นเป็นมัคคุเทศก์ อธิบายเกี่ยวกับสัตว์น้ำที่อยู่ในกระชังปลาละแวกนี้ คุณลุงเก่งมากครับ พูดได้หลายภาษาด้วย ก่อนหน้านี้เป็นชาวต่างชาติ คุณลุงก็พูดภาษาอังกฤษปร๋อ พอกรุ๊ปเราก็พูดไทยชัดเปรี๊ยะเลย (มารู้ทีหลังว่าลุงแกมีเมียเป็นคนไทยครับ มิน่าพูดเก่งเชียว) แถมคำศัพท์ทางวิชาการก็รู้ด้วย

Kilim Fish Farm

จุดแรกที่คุณลุงแนะนำให้เราดูคือ ปลาเสือพ่นน้ำครับ มีการเอาเศษขนมปังติดตรงไม้ และปลาเสือก็จะโชว์พ่นน้ำให้ขนมปังตกลงมา และมีรายการพิเศษคือให้อาสาสมัครเราเอาขนมปังติดไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วยื่นออกไปเหนือน้ำ เจ้าปลาเสือจะกระโดดมางับที่นิ้วแบบเห็นตัวเป็นๆ กันเลย ในรูปน้องเค้าดูเสียวมากนะครับแต่ไม่เจ็บ แถมติดใจทำอีกตั้งหลายรอบ… ปลาเสือพ่นน้ำนี้ทางคุณลุงบอกว่าไม่ได้เลี้ยงนะครับ เป็นปลาตามธรรมชาติ แต่เมื่อเราให้อาหารแบบนี้มันก็มาอยู่เป็นธรรมดา เหมือนกับปลาตามวัดบ้านเรานี่แหล่ะ เค้าอยู่ได้โดยไม่รับอันตราย เค้าก็ไม่ไปไหนหรอก จริง ๆ บ้านเราก็มีเยอะนะครับ แต่ทุกวันนี้แหล่งน้ำที่เค้าพอจะอยู่ได้ก็เหลือน้อยเต็มที

Archer fish

หลังจากนั้นก็พาไปป้อนอาหารปลากระเบน พร้อมอธิบายถึงข้อแตกต่างของปลากระเบนว่าแบบไหนมีอันตรายหรือไม่อันตราย พร้อมให้ได้จับอย่างใกล้ชิดเลย อยากจะขอฝากไว้กันสักนิดนึงนะครับ สัตว์ที่เราเห็น ๆ กันอยู่นี่บางพันธุ์อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธ์กันแล้วนะ บางทีเราเจอตามธรรมชาติ ก็อย่าพยามจับมาเพื่อแค่ถ่ายรูป หรือแค่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอ ความอยากรู้ของคุณอาจจะทำให้เค้าเสียชีวิตได้โดยไม่รู้ตัวนะครับ

Giant freshwater whipray

ภายในกระชังของคุณลุงมีอยู่หลายอย่างครับทั้งปลามอง และปลาสายพันธุ์อื่น เราใช้เวลากันไม่นานนัก ก็ไปกันต่อ ก่อนจากคุณลุงก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับแมงดาทะเลในการจำแนกตัวผู้กับตัวเมีย และยังบอกสรรพคุณอีกว่าจริง ๆ แล้วเลือดสีน้ำเงินของแมงดาทะเล สามารถนำไปสกัดเป็นยารักษาโรคของมนุษย์ได้ ฟังแล้วอายเลย บ้านเอาได้แต่เอาไข่มันมากิน ไม่ได้คิดถึงคุณประโยชน์ในด้านอื่นเลย

Horseshoe crab

หลังจากนั้นเราก็ลงเรือต่อไปเพื่อไปชม นกอินทรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของลังกาวี ที่มีอยู่มากมายในละแวกนี้ วิธีให้อาหารก็คือการโยนอาหารซึ่งก็เป็นพวกหนังไก่ลงไปในน้ำ นกอินทรีย์ก็จะบินลงมาโฉบไป

Red Eagle Langkawi

และพอได้กลับมาทำรูปก็โมโหตัวเองจริง ๆ เพราะเลนส์ Tele ที่เอาไปใช้ถ่ายมีปัญหาระหว่าทางทริป แล้วก็ดันมาเป็นตอนนี้เสียด้วย ตอนที่ถ่ายไม่ได้แสดงอาการอะไรในช่องมองภาพก็ชัดอยู่ แต่พอมาเอาลงคอมพ์ที่บ้านกลายเป็นภาพออกมัว ๆ เห็นอย่างนี้ก็คงต้องบอกได้คำเดียวว่า ขอโทษด้วยนะครับ ทำให้ภาพที่ได้ไม่ค่อยจะชัดสักเท่าไหร่เลย

Red Eagle Langkawi
Red Eagle Langkawi
Red Eagle Langkawi

ก่อนกลับเราก็ได้ไปถ่ายรูปคู่กับป้ายของสวนธรรมชาติกิลิมนี้ เป็นที่ ๆ มาเก็บเป็นหลักฐานว่าเราได้มาเยือนที่นี่แล้ว

Kilim Geoforest Park

เราอยู่ถ่ายรูปกันไม่นานก็กลับหล่ะครับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายจุดให้เราไปชมกันได้ แต่เรามีที่ ๆ จะต้องไปต่อ ประกอบกับว่าอากาศเริ่มครึ้ม ๆ เดี๋ยวจะเจอฝนเอา ก็เลยขอกลับเข้าฝั่งกันดีกว่า

Kilim Geoforest Park

หลังจากที่เราออกจากสวนธรรมชาติกิลิมแล้ว เราก็ไปที่จุดหมายสุดท้ายที่เราจะไปกันครับ คือสุสานพระนางมะห์สุหรี

พระนางมะห์สุหรี หรือพระนางเลือดขาว อย่างที่ใคร ๆ หลายคนรู้จักกัน ตำนานของพระนางเป็นที่ล่ำลือกันมาช้านาน ทำให้เกาะลังกาวีตกอยู่ในคำสาปมานานกว่า 7 ชั่วโคตร เป็นตำนานประวัติศาสตร์ของเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งคำสาป และสะเทือนใจ ที่ผ่านมานานเกือบ 200 ปี

Kota Mahsuri

ที่สุสานนี้นอกจากที่ฝังพระศพของพระนางแล้ว ก็จะมีประวัติความเป็นมา ลำดับขั้น 7 ชั่วอายุคน รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน

Kota Mahsuri

ข้าวของเครื่องใช้หนึ่งอย่างที่ผมค่อนข้างติดใจและชอบในภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน ก็คือตุ่มน้ำโบราณ ที่มีปลายด้านล่างเป็นปลายแหลม วิธีการใช้งานคือต้องขุดหลุมลงไปในระดับนึงแล้วนำตุ่มน้ำลงไปตั้ง ปลายแหลมนี้นอกจากจะทำให้ตุ่มน้ำตั้งได้อย่างมั่นคงแล้ว ความเย็นของดินที่อยู่รอบปลายตุ่ม ทำให้อุณหภูมิของน้ำเย็นโดยธรรมชาติ

Kota Mahsuri
Kota Mahsuri

ระหว่างทางก็มีหุ่นจำลองในตอนที่จะทำการประหารชีวิตพระนาง ในฉากจะมีพระนาง และข้ารับใช้ รวมไปถึงคนที่ใส่ร้ายพระนางอีกด้วย

Mahsuri Execution

รูปดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด เป็นผู้ที่เริ่มเสาะหาทายาทรุ่นที่ 7 มาแก้คำสาป ทำให้ลังกาวีหลุดพ้นจากคำสาปของพระนาง

Dr. Mahatir Mohamad

จริง ๆ แล้วในโถงที่เรารับชมวิดีโอประวัติความเป็นมามีข้าวของเครื่องใช้ จำพวกเหรียญและสิ่งของมีค่าในสมัยก่อนแต่เป็นบริเวณที่ห้ามถ่ายรูปนะครับ ก็เลยไม่ได้เก็บภาพออกมาให้ดูกัน

ที่ฝังพระศพของพระนางอยู่ทางด้านนอกนะครับ เป็นความเชื่อต่อ ๆ กันว่า สามารถบนบานศาลกล่าวได้ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม แต่ส่วนใหญ่จะมาขอลูก แต่ถ้าบนเอาไว้แล้วต้องกลับมาแก้บนนะครับ ไม่งั้นก็จะเกิดเหตุทำให้เสียสิ่งได้มาไป

Grave of Mahsuri

ประวัติความเป็นมาของพระนางเลือดขาว ผมขอไม่กล่าวถึงนะครับ สามารถหาอ่านได้ตามข้อมูลในอินเตอร์เน็ท แต่ที่อยากจะนำเสนอก็คือสาเหตุที่ทำให้พระนางได้กล่าวคำสาปเอาไว้ ตามตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่า ก่อนที่พระนางจะถูกประหารชีวิตด้วยกริชประจำตระกูล (อาวุธอื่นไม่สามารถทำร้ายพระนางได้) พระนางได้วอนขอกับทางเพชรฆาตว่า ขอให้ลูกน้อยของพระนางที่เพิ่งประสูติได้ไม่นาน ได้ดื่มกินน้ำนมจากอกเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเสียงร้องไห้ของเจ้าชายองค์น้อยบ่งบอกว่าหิวนม แต่เพชฌฆาตไม่ยอมให้ตามคำขอ พระนางได้ทำการขอถึง 3 ครั้งแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง พระนางถึงคับแค้นใจ จึงขอกล่าวคำสาบานเอาไว้ว่า ถ้าพระนางไม่ผิดดั่งถูกใส่ร้าย ขอให้เลือดที่ไหลออกมาจงเป็นสีขาว เพื่อบอกกล่าวให้รู้ว่าพระนางเป็นผู้บริสุทธิ์ และทันทีที่เพชฌฆาตปักกริชไปที่พระศอของพระนาง เลือดที่ไหลพุ่งออกมาก็เป็นสีขาวดั่งคำอธิษฐาน และก่อนที่วิญญาณจะออกจากร่าง พระนางมะห์สุหรีได้สาปแช่งด้วยความปวดร้าว ขอให้เกาะลังกาวีอย่าได้มีความเจริญ และไม่ได้พบกับสันติสุขไปจน 7 ชั่วโคตร ทำให้หลังจากนั้นก็เกิดอาเพศนานาประการกับลังกาวีนี้ พยายามทำอย่างไรก็ไม่เจริญ รวมไปถึงตำนานของหาดทรายสีดำ (เสียดายที่ทริปนี้ไม่ได้ไป เห็นว่าหลังจากทำพิธีถอนคำสาปแล้ว ทรายก็ค่อย ๆ หายจากสีดำไป ค่อย ๆ กลายเป็นหาดทรายปรกติ)

ถัดจากที่ฝังพระศพไม่ไกลกันนัก จะมีบ้านที่พระนางอาศัยอยู่ ด้านบนยังมีเปลเด็กที่จำลองเอาไว้ (ห้ามจับ ห้ามไกวเปลนะครับ)

Mahsuri House
Mahsuri House

จุดต่อไป อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันคือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากันว่า พระนางใช้ดื่มกิน ใช้ชำระล้างร่างกาย มีความเชื่อว่าคล้าย ๆ กับน้ำมนต์ และถ้าสตรีใดได้ใช้ดื่มกิน อาบ ล้างหน้า จะทำให้มีผิวพรรณสดใส แต่สิ่งหนึ่งที่ไกด์บอกเราคือ สิ่งที่แปลกประหลาดอย่างนึงคือ ในลังกาวีนี้ถึงจะมีที่ไหนแห้งแล้งขาดน้ำ แต่ที่บ่อน้ำนี้ไม่เคยแห้งเลย ระหว่างนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียมาก ดื่มกินล้างหน้ากันแบบจริงจังเลยครับ ข้อแนะนำว่าถ้าใครมาแล้วอยากได้น้ำกลับไป ก็หาขวดน้ำดื่มโพลาริสติดได้ติดมือไปด้วย

Well of Mahsuri
Well of Mahsuri

ด้านหลังของที่นี่มีทุ่งนาเขียวสวยพร้อมทิวเขา สวยจริง ๆ แต่มาคิดกันเล่น ๆ ว่าถ้าคำสาปเป็นจริงดังที่เค้ากล่าวไว้ ก็คงจะไม่ได้เห็นนาเป็นทิวแถวแบบนี้แน่นอน สภาพความเป็นอยู่ลำบากมาก ซึ่งเท่าที่ฟังมาก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ นะครับ

Langkawi Rice Field

หลังจากนั้นเราก็ไปทางอาหารกลางวันกัน ก่อนที่จะไปโปรแกรมสุดท้ายหลังจากนี้คือการไปซื้อของฝากครับ เป็นสิ่งที่ห้ามพลาด เพราะที่ลังกาวีนี้ปลอดภาษีครับ เรามุ่งตรงไปที่ร้านที่ชื่อว่า “วิรากายา” ในย่านช้อปปิ้งแถวนี้ที่เรียกว่า ตลาดกั๊วะ

Wiri Gaya

ที่ร้านนี้ขอดีคือสามารถใช้เงินไทยได้ครับ ภายในร้านก็มีของขายหลายอย่าง โดยทั่วไปที่นิยมซื้อเป็นของฝากันก็คือ ช็อคโกแลต มีหลายอย่าง แถมมีโปรฯ ราคาลดพิเศษด้วย

Wiri Gaya
Wiri Gaya
Wiri Gaya

และอีกอย่างนึงสำหรับคอเหล้าทั้งหลาย ก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ นานาชนิด ที่ราคาบางอย่างถูกกว่า Duty Free ตามต่างประเทศ เสียอีกนะครับ แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ เราจะซื้อที่นี่จะกี่ขวดก็ได้ แต่การนำเข้าประเทศไทย ก็ได้แค่คนละขวดเท่านั้นนะครับ ถ้าเอาไปเกิดโดนทิ้งไว้ที่ด่านขาเข้านั่นแหล่ะครับ แต่ถ้าเป็นเบียร์กระป๋อง จะเอาเข้าได้มากหน่อย แต่ก็ปริมาณไม่เกิน 1 แผง จำนวนนี้ไม่แน่ใจครับ

Wira Gaya

เมื่อซื้อของฝากกันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับกันหล่ะครับ พยายามให้ทันเรือเที่ยวสุดท้ายนะครับ ตกเรือหล่ะไม่ดีแน่ ขากลับนี่เรากลับไปที่ท่าเรือตำมะลังครับ ไปผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองกันที่นั่นอีกที ถือเป็นการจบทริปลังกาวีครับ

Bye bye Langkawi

สำหรับทริปมาเยี่ยมเยียนประเทศเพื่อนบ้านทริปนี้ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ดีครับ ถึงแม้วันที่เรามาจะเป็นวันหยุดของเค้า ทำให้ไม่ได้บรรยากาศของเมืองเค้าเต็ม ๆ แต่ก็ยังดีที่ได้ไกด์ช่วยให้ข้อมูลเป็นอย่างดี ทำให้เรารับรู้สภาพแวดล้อมของที่นี่ว่าผู้คนเป็นยังไง เค้าเป็นอยู่กันยังไง ซึ่งอยากให้ลองมาเองครับ บรรยายให้ฟังในรีวิวนี้คงจะยาวกันเลยทีเดียว (นี่ก็ยาวพอสมควรแล้วนะ) แต่รีวิวของผมยังไม่จบเท่านี้นะครับ รีวิวต่อไปจะกลับไปต่อกันที่ประเทศไทยแล้ว ที่จ. สตูล ซึ่งรับรองว่าสนุกและ อะเมซซิ่งกว่ารีวิวนี้แน่นอน

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทางพี่ไกด์ของเราที่พาเราเที่ยวและให้ข้อมูลต่าง ๆ เป็นอย่างดี และยังตามไปส่งเราถึงโรงแรมที่เราพักที่สตูล ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว หน้าที่เค้าจบตั้งแต่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ตะมะลังแล้วหล่ะครับ ประทับใจจริง ๆ ถ้าใครอยากใช้บริการสามารถติดต่อได้ที่ ประสานเวิลด์ทัวร์ ได้นะครับ

ขอบคุณที่สละเวลามารับชมกัน เตรียมพบกับรีววหน้าเร็ว ๆ นี้ครับ

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

6 + 4 =


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.