So…Sweet at “SO Sofitel Hua Hin”

ชะอำ…หัวหิน เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับต้น ๆ สำหรับคนที่อยากหาที่พักที่เที่ยวใกล้ ๆ ช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ และโรงแรมที่พักก็มีให้เลือกมากมาย แต่จะมีอยู่สักกี่ที่ ที่ไปพักแล้วเหมือนหลบหนีความวุ่นวาย ได้พักผ่อนแบบเต็มที่ ใช้เวลาส่วนตัว แบบที่ไม่ต้องออกไปไหนเลยก็ได้ เหมาะมากที่จะหาเวลาไปสวีทกันกับคนรู้ใจ และ 1 ในโรงแรมที่ผมพูดถึงก็คือที่นี่….SO Sofitel Hua Hin

SO Sofitel Hua Hin

เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บนเส้นชะอำมุ่งสู่หัวหิน แต่ยังไม่ถึงหัวหิน วิ่งเลยจากเส้นที่วิ่งเข้าสู่หาดชะอำมานิดเดียว เส้นทางเดียวกับหาดปึกเตียน, หาดเจ้าสำราญ เรียกว่าตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีไม่วุ่นวายพลุกพล่าน แต่ก็สะดวกที่จะเดินทางเข้าไปที่ชะอำหรือหัวหิน

 

เมื่อเข้ามาถึงโรงแรม อันดับแรกเราจะต้องเอาสัมภาระไปให้พนักงานเตรียมสำหรับจะนำไปที่ห้องพัก ก่อนจะเอารถไปจอดอีกที เมื่อมาถึงจะเห็นน้องกระต่ายตัวโตถือนาฬิกาอันเบ้อเริ่ม เรียกว่า “น้องสุขสบาย” ทำหน้าที่เป็น Time Keeper คือ “เมื่อมาถึงที่นี่ให้ทิ้งเวลาภายนอกเอาไว้ที่นี่ แล้วเก็บเกี่ยวเวลาแห่งความสุขที่นี่ให้เต็มที่” และเราจะเห็นน้องกระต่ายอยู่ทั่วโรงแรมเลย

 

จริง ๆ แล้วน้องสุขสบายนอกจากจะทำตัวเป็น Time Keeper แล้ว ยังมีกิจกรรมดี ๆ ที่ทำร่วมกับน้องสุขสบายคือ เมื่อมาโพสต์รูปคู่กับน้องสุขสบาย พร้อมกับติดแท็กที่กำหนดไว้ เมื่อครบ 1,000 โพสต์ น้องสุขสบายจะสมทบทุนเป็นจำนวน 30,000 บาท มอบให้แก่มูลนิธิ “Yim Kids Thailand” เป็นแคมเปญที่ดีมาก มาพักผ่อนแล้วยังมีโอกาสได้ทำบุญได้ง่าย ๆ อีกด้วย

 

เมื่อขึ้นมาถึง Lobby แล้ว จะเห็นสถาปัตยกรรมรูปสัตว์ ที่รับการออกแบบจาก คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค เป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยจะเห็นในส่วนของที่พัก อยู่ขนาบทั้งสองฝั่ง

 

พอเราเช็คอินพนักงานต้อนรับจะเอา Welcome Drink มาเสิร์ฟ มีชื่อเรียกว่า “Elixir” มาปรุงกันให้ชิมกันใหม่ ๆ เลย เป็นสมุนไพรประกอบไปด้วยกระเจี๊ยบ โหระพาและตะไคร้ พอปรุงออกมาให้จะมีรสชาติหวานอ่อน ๆ และหอมสมุนไพร รสกลมกล่อม ให้ความรู้สึกสดชื่น

 

พอเราพร้อมแล้ว พนักงานก็จะพาไปที่ห้องพักกันเลยครับ มีรถกอล์ฟมาไปส่งถึงหน้าตึกห้องพักเลย  อ่อ..อาคารห้องพักที่นี่จะมีด้วยกันทั้งหมด 3 ชั้น แต่ไม่มีลิฟต์นะครับ (สำหรับแขกที่เข้าพักมีผู้สูงอายุ แจ้งทางโรงแรมก่อนเข้าพักก็จะดี พนักงานจะได้เตรียมห้องที่เหมาะให้) ในส่วนของกระเป๋า เดี๋ยวจะมีพนักงานยกไปให้ในห้องพักเรียบร้อย

 


มาดูรายละเอียดห้องพักของที่นี่ กันก่อนจะไปดูภาพห้องพักในแต่ละแบบ ห้องพักที่นี่จะมีทั้งหมด 77 ห้อง แบ่งเป็น

  • SO Comfy ขนาด 60 ตารางเมตร จะอยู่บนชั้น 2 และ 3
  • SO Studio ขนาด 68 ตารางเมตร  อยู่ที่ชั้น 1 ของอาคาร
  • SO Family ขนาด 60 ตารางเมตร
  • SO Family kids house ขนาด 68 จะอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคาร
  • One-Bedroom SO Pool Villa และ Two-Bedroom SO Pool Villa วิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวและแยกส่วนห้องนอนและห้องนั่งเล่น ขนาด 60 ตารางเมตร อยู่บริเวณหน้าชายหาดและทางเดินไปสู่ชายหาด

ห้องทั้งหมดจะมีการตกแต่งทั้งหมด 2 สไตล์ นั่นคือ แบบ SO Arty และ SO Nature ในช่วงวันที่ผมได้ไปถ่าย ห้องพักถูกจองกว่า 90% ทำให้ไม่ได้มีเวลาเก็บภาพมากนัก แต่ก็พยายามเก็บภาพมาให้ดูกันให้ได้มากที่สุดตามเวลาจะอำนวยครับ

 

ตัวอาคารด้านในจะเป็นอาคารที่ออกแบบเป็นแบบปูนเปลือย ตัดกับงานตกแต่งแบบไม้ ทำให้ดูทันสมัย มีสไตล์ ซึ่งออกแบบโดยคุณดวงฤทธิ์

 

ประตูห้องพักที่นี่ไม่ธรรมดา เป็นประตูบานใหญ่ ทางโรงแรมมีการเขียนชื่อต้อนรับเราด้วย น่ารักจริง ๆ

 

เข้ามาถึงจะเจอกับขนมและผลไม้ต้อนรับ ผมชอบขนมที่นี่จริง ๆ ครับ ตอนแรกดูแล้วก็แอบสงสัยว่า “มันกินได้เหรอ ?”

แต่สรุปที่เห็นเป็นเหมือนดิน อันนั้นคือช็อคโกแลตนะครับ

 


SO Studio สไตล์ SO Arty

ห้องที่จะไปดูเป็นแบบแรก เป็นห้องนี้ครับ เป็นห้องที่ผมได้พัก มีขนาดกว้างมาก ดูคร่าว ๆ แล้ววางเตียงเสริมได้สบาย ๆ ไม่อึดอัด เนื่องจากผมพักอยู่ที่ชั้นที่ 1 ห้องพักถึงมีระเบียงด้านนอกด้วย ในส่วนของห้องพักในชั้น 2-3 จะไม่มีระเบียง แต่ภายในห้องตกแต่งเหมือนกันครับ การตกแต่งของ So Arty นี้ เป็นการออกแบบบนพื้นฐานความหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย

 

ถัดจากในส่วนของที่นอนและที่นั่งเล่น ก็มาดูในส่วนของห้องน้ำกันบ้าง ห้องน้ำที่นี่ก็มีขนาดกว้างมาก ประกอบไปด้วย ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า มินิบาร์ ในส่วนของมินิบาร์และขนมที่มีให้ ทานฟรีครับ และเติมทุกวัน รวมไปถึงกาแฟที่ใช้เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติด้วย

 


อ่างล่างหน้ามีให้ 2 อ่าง สามารถใช้ได้พร้อมกัน ไม่ต้องรอใครคนใดคนหนึ่งใช้เสร็จ พร้อมเครื่องใช้ (Amenity) ที่แยกชายและหญิง

 

ในส่วนของที่อาบน้ำ มีให้เลือกใช้ 2 แบบคือ อ่างอาบน้ำ และ Rain Shower โดยในส่วนของอ่างอาบน้ำ จะมีเกลือสปาให้ใช้อีกด้วย แช่น้ำไปขัดตัวไปสบาย ๆ ในตัวของอ่างอาบน้ำนี้ เราสามารถให้พนักงานมาเตรียม Bubble Bath ให้ได้ และมีบริการอื่น ๆ ให้ใช้บริการอีกเพียบ ซึ่งดูได้จาก Sleep Menu ที่วางอยู่ตรงหัวเตียงได้ฟรี ๆ  เจ้า Sleep Menu เนี่ย ถือเป็นจุดนึงของโรงแรมเครือโซฟิเทลทั่วโลกเลยครับ

แต่ความพิเศษของที่นี่สำหรับผม คือตัว Rain Shower ครับ ที่มีขนาดใหญ่ อาบได้สบาย ผมว่า ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และที่ชอบมาก ๆ คือ เราสามารถปรับอุณหภูมิสายน้ำที่ไหนลงมา โดยที่มีตัวปรับระดับอุณหภูมิได้ทั้งวงด้านนอกและด้านใน โดยทั่วไปที่ผมเคยไปพัก ถ้าเป็น Rain Shower ขนาดใหญ่ จะไม่มีที่ปรับอุณหภูมิตรงนี้ หรือถ้ามีก็ปรับไม่ค่อยละเอียด ทำให้ไม่เย็นไปก็ร้อนเกินไป แต่ที่นี่อาบสบายตัวสุด ๆ เหมือนอาบน้ำท่ามกลางสายฝนที่อุณหภูมิกำลังดีเลยครับ


SO Family Kids House สไตล์ SO Nature

เป็นห้องอีกแบบนึง ที่จะมีบ้านเล็ก ๆ เป็นส่วนต่อกับห้องนอนหลัก ตกแต่งแบบ SO Nature ที่ได้แนวคิดมาจากธรรมชาติ ตกแต่งด้วยวัสดุและภาพถ่ายธรรมชาติ โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบห้องแบบนี้ครับ ผมว่ามันดูสนุกสนานดี เหมือนเราใกล้ชิดธรรมชาติมาก ๆ

 

ในส่วนของ Kids House ที่เป็นส่วนต่อกับห้องนอนหลักนี้ มีเตียง 2 ชั้น และทีวีส่วนตัว ให้น้อง ๆ มีโลกส่วนตัวได้อย่างที่ต้องการ จริง ๆ แล้วผมดูแล้วมันให้ความรู้สึก เหมือนบ้านต้นไม้ แต่ไม่ต้องปีนขึ้นไปบนต้นไม้จริง ๆ

 


SO Pool Villa แบบ 2 ห้องนอน

ห้องพักแบบนี้ ผมขอเรียกว่าได้บ้านเป็นหลังเลยครับ เพราะเป็นบ้านพักพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาด 3 x 9 เมตร และห้องนอนขนาดใหญ่ 2 ห้อง และส่วนของห้องนั่งเล่น เรียกได้ว่า เหมือนมาปาร์ตี้ส่วนตัวได้เลย

 

บ้านหลังนี้ ผู้เข้าพักแจ้งว่ามีเด็กเล็กเข้าพักด้วย ทางโรงแรมก็เตรียมที่นอนสำหรับเด็กเล็กให้ และที่พิเศษคือมีอุปกรณ์อาบน้ำให้ด้วย ที่เห็นนี่คือมีให้ทั้งหมด ไม่ได้เสียค่าบริการเพิ่มนะครับ

 


จริง ๆ แล้วโรงแรมนี้ ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนักครับ แต่ไม่ทำให้ดูอึดอัดเลย ออกแบบได้ผสมผสานกับธรรมชาติมาก ๆ มองไปทางไหนก็จะเจอแต่สีเขียวของต้นไม้ ทำให้บรรยากาศภายในโรงแรมร่มรื่นเป็นอย่างมาก

 

ตรงนี้เป็นจุดนึงที่ถ้ามีโอกาส ลองไปเล่นดูครับ เป็นภาพสามมิติ ที่ทำให้ดูว่า ตัวเรามีวงกลมลอยอยู่รอบ ๆ ตัว ทำให้เราได้ภาพเก๋ ๆ มาใช้เหมือนกัน

 

มาดูเกี่ยวกับ Facilities กันหน่อยว่าที่โรงแรมนี้มีอะไรให้บ้าง

Solarium Pool

สระว่ายน้ำสีฟ้าสดใส ตั้งอยู่ในตรงกลางของรีสอร์ท ที่เป็นสระสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น เปิดให้ใช้ได้ตั้งแต่ 6.00 – 21.00 น. สำหรับใครที่สงสัยว่า ทำไมถึงเป็นสระสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น มันลึกมากเหรอ บอกเลยครับว่าไม่ลึกครับ ความลึกมากสุดตลอดสระก็ประมาณ 1.2 m. แต่ที่จำกัดให้ผู้ใหญ่เท่านั้น ก็เพราะ บางทีแขกที่พักก็อยากได้ความสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่มีเด็กมากวน แบ่งสัดส่วนกันอย่างชัดเจน

 

So FIT

สำหรับคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ที่นี่ก็มีฟิตเนสให้บริการ ตลอด 24 ชม. เป็นห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย อยู่ติดกับ SoSPA ใกล้ ๆ กับสระ Solarium Pool นี่แหล่ะครับ

 

จริง ๆ แล้วที่นี่มีห้องประชุมใหญ่ ที่เรียกว่า So Ballroom แต่วันที่เข้าพัก มีแขกผู้เข้าพักที่มาแบบหมู่คณะขอใช้ เลยไม่ได้เก็บภาพมา แต่ก็มีห้องประชุมขนาดเล็ก อยู่ใกล้ ๆ กับสระ Solarium Pool อยู่เหมือนกัน จริง ๆ แล้วจุดประสงค์หลักของห้องนี้คือใช้สันทนาการ อย่างอ่านหนังสือ หรือนั่งคุยกัน แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องประชุม หรือห้องฉายหนังขนาดย่อม ๆ ได้

 

So Pool

สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ อยู่ติดกับหาด เห็นสระว่ายน้ำสำหรับครอบครัว พร้อมเตียงอาบแดด ที่เห็นน้ำเป็นสีดำ เพราะเค้าปูกระเบื้องโมเสคเป็นสีดำครับ และความลึกก็ไม่มาก พอ ๆ กับ สระ Solarium Pool และสำหรับใครที่ไม่ได้มาเล่นน้ำ ก็มีเตียงอาบแดดขนาดใหญ่ให้นั่งพักรับลมทะเลได้สบาย ๆ

 


Beach Society

โรงแรมนี้ ไม่ได้มีชายหาดทอดยาวอยู่ด้านหน้า แต่ก็มีส่วนของหาดทรายที่โรงแรมจัดไว้ให้สำหรับ มานั่งรับลมทะเล นั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรด อาบแดดกันได้สบาย ๆ และมีห้องอาหารริมชายหาด ที่คอยบริการแขกผู้เข้าพัก ตามที่ต้องการ และเป็นส่วนที่ให้บริการอาหารเย็นแนวซีฟู๊ด ที่ได้ความนิยมจากแขกผู้เข้าพักอีกด้วย

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าที่นี่จะไม่มีชายหาดให้บริการ ก็มีเหมือนกันครับ แต่เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่คลื่นลมแรง บางเวลาไม่เหมาะจะเล่นอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเวลาที่น้ำลด ก็สามารถเดินจากตรงนี้ลงไปเล่นได้สบาย ๆ สามารถลากบีนแบ็กไปนั่งเล่นกลางหาดทรายได้

 


ที่นี่ออกแบบได้สวยงาม มีสไตล์ และสร้างสรรในทุก ๆ มุมจริง ๆ และโรงแรมไหนที่ออกแบบมาได้ดี ให้ดูตอนเวลาที่สวยที่สุดของวัน ที่เราเรียกกันว่าช่วง Twilight ไปดูกันได้ครับว่ามันสวยงามขนาดไหน ไล่กันตั้งแต่หน้ารีสอร์ท ไปจนถึงหน้าหาดกันเลย

เริ่มจากบันได้หินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ในช่วงกลางวันมีแขกใช้บริการ ไม่อยากรบกวนแขกท่านอื่น ๆ เลยมารอเวลากันช่วงนี้ครับ)

 

เจ้าเสือตัวนี้ นั่งรับแขกผู้เข้าพัก มาโดยตลอด เค้ามีชื่อว่า “Spotty” นะครับ

 

ในส่วนของ Lobby เวลาในช่วงนี้ มันสวยงามไปด้วยสีไม้ที่ตัดกับสีท้องฟ้าสีฟ้า และขอประดับตกแต่งที่ เล่าเรื่องราวความเป็นไปในละแวกชะอำ – หัวหิน นี้

 

พอตกกลางคืน ตัวหนังสือ “SO” ก็อาบแสงไฟสปอตไลท์ เด่นชัดท่ามกลาง ท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม

 


ทางเดินหินระหว่างห้องพักและสระว่ายน้ำ ก็มีตะเกียงไฟ ที่ให้ความสว่างแต่ดูเข้ากันกับกำแพงหินที่ทอดตัวยาวไปจนถึงชายหาด

 

ในส่วนของสระว่ายน้ำ Solarium Pool ก็เปิดไฟทำให้สีสรรสวยงาม ดูงดงามกับสีฟ้าบนท้องฟ้า

 

ในส่วนนี้จริง ๆ แล้วเป็นบาร์ที่ให้บริการตอนค่ำ ให้มานั่งดริงค์ สบาย ๆ เรียกว่า “Hi-SO Bar” ใช้ไฟโทนสีม่วง ออกแนวผับตอนกลางคืน

 

ในส่วนของ Beach Society ที่เป็นห้องอาหาร ก็ออกแบบให้ดูคล้าย ๆ กับกระดานโต้คลื่น (อันนี้ความคิดส่วนตัวครับ) ที่พร้อมให้บริการลูกค้าที่อยากจะมานั่งทานอาหารเย็นแบบสบาย ๆ ที่นี่

 

Beach Society Dinner

ตอนเย็นเรามี Dinner เล็ก ๆ ที่ริมหาด ที่ห้องอาหารและบีชคลับ เป็นอาหารจะเป็นสไตล์เวสเทิร์นหรือแบบยุโรปฟิวชั่น แต่ผสมผสานกับเครื่องปรุงไทย เช่น พิซซ่าลาบทะเล หรือพาสต้าออร์โซ่ซอสต้มข่า เป็นพาสต้าที่รูปทรงเหมือนเมล็ดข้าวแต่ทำจากแป้งสาลี ที่เชฟเลือกใช้แบบนี้เพราะให้คุ้นลิ้นชาวไทย เชฟจะตกแต่งอาหารด้วย กลีบดอกอัญชัน ดูกิ๊บเก๋มาก ไฮไลท์คือชุด Grilled Seafood BBQ มีให้บริการในอาหารค่ำทุกวันศุกร์และวันเสาร์ ที่สดอร่อย เพราะได้ของสดจากแหล่งกันเลยทีเดียว

 

สำหรับใครที่ไม่ได้มีโปรแกรมอะไร หรือยังไม่ง่วง ที่นี่มีหนังฉายให้ดูด้วยนะ เหมือนหนังกลางแปลงเลย มี pop corn ให้ชิมระหว่างดูหนังได้ตลอด หรือใครจะมานอนบีนแบ็ก กระหนุงกระหนิงกันระหว่างดูหนังก็ได้ ถ้าไม่กลัวคู่ข้าง ๆ หมั่นไส้

 


In the Morning

ในตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผมได้ออกมาตั้งกล้องเตรียมเก็บภาพแสงแรกยามเช้าที่หน้าชายหาดของโรงแรม แล้วก็ดูแล้ววันนี้จะเป็นวันดีอีกวันนึงเพราะเห็นแสงสีม่วงอ่อน ๆ จากริมขอบฟ้า แบบนี้มันหมายถึง วันนี้ฟ้าเปิด มีสิทธิ์ที่จะได้เห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากน้ำทะเล

 

ทางฝั่งห้องอาหาร White Oven ที่เป็นที่ทานอาหารเช้า ก็จัดเตรียมอาหารไว้เตรียมรับรองแขกกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางกันเลย เคยไปมาหลายที่ แต่กับที่นี่พนักงานเตรียมอาหารค่อนข้างดี เสร็จก่อนเวลาเปิดด้วยซ้ำ

 

กำลังเดินถ่ายรูปรอบ ๆ อยู่ดี ๆ หันกลับไปอีกที พระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาแล้ว เกือบจะเก็บภาพไม่ทันเลย วันนี้โชคดีมาก ตั้งแต่ถ่ายรูปมา ถ่ายรูปพระอาทิตย์แบบนี้ แทบนับนิ้วได้ ส่วนใหญ่จะโดนฟ้าปิดตลอด ที่สำคัญคือไม่มีเมฆบังเลย จนตะวันลอยตัวสูงขึ้นไปเกินจะจับภาพได้

 

นับเป็นการประเดิมวันแรกของวันที่ดีจริง ๆ คุ้มแล้วกับที่ชวนกันขุดมาจากที่นอนนุ่ม ๆ ได้มานั่งบนเปลที่ริมชายหาดยามเช้า รับลมทะเลที่พัดเข้าหาฝั่ง แล้วมันสดชื่นสุด ๆ จริง ๆ

 

อ่อ ที่ชายหาดนนี้มีอะไรบางอย่างที่ดูแล้ว ตอนแรกก็แอบตกใจ สงสัยว่ามันคืออะไร เป็นเหมือนรูปมือยักษ์โฟล่พ้นชายหาดขึ้นมา มารู้อีกทีว่า มือนี้เค้าแทนมือของนางยักษ์พันธุรัตน์ เพราะโรงแรมนี้ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขานางพันธุรัตน์นี่เอง

 


ห้องอาหาร White Oven

มาดูห้องอาหารของที่นี่กันหน่อย ห้องอาหารที่นี่มีอยู่ 2 ที่คือ ที่ Beach Society ที่เมื่อวานเราไปทานอาหารค่ำ กับห้องอาหาร White Oven ที่เป็นห้องอาหารหลักที่เปิดให้บริการทั้งวัน (All day dining)

 

การตกแต่งของที่นี่ จินตนาการว่า เหมือนเราอยู่ใต้ท้องทะเล ถ้าแหงนหน้าขึ้นไปมองบนเพดาน จะเห็นเหมือนเรามองเห็นท้องเรืออยู่ด้านบน

หรือถ้าใครอยากจะมานั่งที่โต๊ะด้านนอกของห้องอาหารก็ได้ เห็นชาวต่างชาติหลายคน ชอบมานั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ รับแสงอาทิตย์ที่ส่องมาจากหน้าหาด

มาดูในส่วนของอาหารกันบ้าง ให้มาบอกที่หละอย่าง ก็คงจะต้องอธิบายกันอีกยาว เลยรวมเป็นภาพให้ดูจากที่ถ่ายเจาะแต่ละไลน์มาให้ดูแล้วกันครับ

จริง ๆ แล้วนอกจากไลน์อาหารที่เห็นก็จะมีในส่วนของที่ปรุงใหม่ ๆ อย่างพวก Egg station หรือโจ๊ก รวมไปถึงชา กาแฟ ที่ให้มาแบบเป็นกากันเลย ยอมรับว่าใช้เวลากับอาหารเช้าที่นี่กันพอสมควรเลยครับ


SoSPA

อีกบริการนึง ที่เป็นที่ยอมรับและบอกกันปากต่อปากว่า ดีจริง ๆ คือ สปา ของที่นี่ครับ ที่ โซ สปา นี้ใช้เวชผลิตภัณฑ์ของ Phytomer  ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส เวลาเปิดบริการคือตั้งแต่ 9:00 – 21:00 น. แต่แนะนำให้จองเวลาก่อนที่จะมาใช้บริการครับ พอได้เวลาก็ตามพนักงานเข้าไปด้านในเลยครับ

 

ห้องสปาของที่นี่ ถ้ามาเป็นคู่สามารถทำพร้อมกันได้นะครับ เพราะมีให้ 2 เตียงเลย ไม่จำเป็นต้องรอกัน

 

ที่ โซ สปา นี้ ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Phytomer  ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส  มีหลายสรรพคุณครับ แต่ที่พนักงานแนะนำและจำได้แม่น ๆ เลยคือช่วยสลายเซลลูไลท์ ด้วย

 

พอเราเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จ พนักงานก็จะมาเตรียมร่างกาย ทำความสะอาดผิด เพื่อเตรียมนวดครับ หลังจากนี้ก็เข้าสู่กระบวนการนวดหล่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

 

หลังจากนวดเสร็จแล้วก็จะมานั่งพักกันที่ โถงส่วนกลาง ที่เรียกว่า Co Coon เป็นลักษณะคล้าย ๆ หลังไหม ที่มีดวงดาวประดับ ระยิบระยับ ภายใน แล้วพนักงานก็นำน้ำสมุนไพรมาให้เราได้ดื่มเพื่อปรับสภาพร่างกาย ก่อนจะไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ถือเป็นการจบกระบวนการ

สำหรับการมาทำสปาที่นี่ ถือเป็นการผ่อนคลายร่างกาย ที่เหนื่อยล้าจากการทำงานได้ดีจริง ๆ ครับ สบายตัว พร้อมที่จะกลับไปทำงานได้อีกยาว ๆ


สิ่งหนึ่งที่ชอบโรงแรมนี้มากคือ มุมถ่ายรูป ครับ พื้นที่โรงแรมก็ไม่ใหญ่มาก ขนาดกำลังดี แต่มีมุมเก๋ ๆ ให้ถ่ายรูปเพียบ ตั้งแต่ในด้านนอก ยันห้องนอน เหมาะสำหรับใครที่อยากจะมาเก็บความทรงจำผ่านภาพถ่ายร่วมกัน และนี่เป็นส่วนหนึ่งของมุมที่ผมได้ลอง ๆ ไปส่องมาด้วยตัวเอง ใช้วิธีถ่ายจาก GoPro บ้าง ไม่ก็ตั้งกล้องถ่ายเองบ้าง

 

มีคนเคยบอกว่า เวลาเรามีความสุข เวลามักจะเดินไว นั่นคือความรู้สึกที่ผมได้พักที่โรงแรมนี้ รู้สึกว่าเราเอาเวลาไปฝากไว้ที่ น้องสุขสบาย มันไม่เท่ากับเวลาที่เราใช้ในโรงแรมนี้จริง ๆ ถ้ามีคนมาถามถึงที่พักที่ชะอำ-หัวหิน ผมไม่ลังเลที่จะแนะนำที่นี่จริง ๆ

โรงแรมนี้ไม่มีข้อด้อยตรงไหนเลยเหรอ….ก็มีอยู่ครับ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ตลกมาก คือที่นี่ไม่มีสายชำระให้ เข้าใจว่าเพราะเป็นการออกแบบโรงแรมสไตล์ฝรั่ง เค้าถึงไม่มีตรงนี้ให้ แต่สำหรับคนไทย มันคงเหมือนขาดอะไรไปบางอย่างหล่ะนะ แต่สำหรับผมแล้วไม่ถือเป็นข้อเสียหายอะไร เพราะทั้งห้องพัก สถานที่ และการบริการที่นี่ทำให้ผมประทับใจมาก และถ้ามีโอกาสจะหาโอกาสกลับมาอีกครั้งแน่นอนครับ

 


โรงแรม SO Sofitel Hua Hin

115 หมู่ 7 ต. บางเก่า อ. ชะอำ จ. เพชรบุรี 76120 ประเทศไทย

โทร. : 032-709-5555   แฟ็กซ์ : 032-473-190

email : reservations@so-sofitel-huahin.com

website : www.so-sofitel-huahin.com

Fanpage : https://www.facebook.com/SOSofitelHuaHin/

แผนที่ : https://goo.gl/maps/KAyhGqHa3sB2

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

1 + 1 =


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.