ที่สุดของความสะดวกสบาย พักผ่อนง่าย ๆ ที่โรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ (U Nimman Chiang Mai)

โรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ (U Nimman Chiang Mai) โรงแรมใหม่กิ๊ก ที่ตั้งอยู่บน “ถนน นิมมาน” ย่านท่องเที่ยวสุดฮิป ที่เป็นแหล่งรวมที่กิน ที่เที่ยว ที่มีตั้งแต่ร้านกาแฟเก๋ ๆ จนไปถึง ที่เที่ยวยามค่ำคืน ตั้งอยู่ตรงแยกรินคำ ในทำเลที่เรียกได้ว่าดีสุด ๆ เราจะมาดูกันเลยว่า ที่ว่ามันดีหน่ะ มันดียังไง พร้อมแล้วก็ตามมาติด ๆ เลยครับ


Take Off

การเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้เราใช้บริการของสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย ในไฟล์ทเช้าเลย แต่คราวนี้พอจะมีเวลาอยู่เลยอยากจะขอลองทำ Self Check-in ดูสักหน่อย อยากลองดูว่าสะดวกมั้ย

 

ขั้นตอนก็ไม่ยากครับ แค่ใส่เลขที่การจอง (Booking No.) แล้วก็กดตามขั้นตอนง่าย ๆ แล้วก็เลือกจำนวนกระเป๋าที่จะโหลด แป็บนึงก็เรียบร้อยแล้ว ก็ได้ Boarding Pass กับ Tag ติดกระเป๋ามาเรียบร้อยแล้ว ไม่ยากเลย

 

หลังจากนั้นก็ลากกระเป๋าไปโหลด ตรงจุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ แต่ดูแล้วทำเองยังได้เลย แค่เอาเครื่องอ่านบาร์โค้ดมาอ่านแท็ก แล้วก็ติดแท็กให้เรียบร้อยก็เสร็จแล้ว (ยอมรับว่าตรงนี้ยังต้องให้เจ้าหน้าที่ทำให้ก่อน ถ้าต้องทำเองกลัวแปะผิดเหมือนกัน)

 

จริง ๆ แล้ววิธีนี้ช่วยให้ประหยัดเวลาขึ้นมากจริง ๆ เพราะลดขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่ต้องมานั่งจัดการออกตั๋วให้ ไม่ต้องรอคิวนาน ๆ เหมาะสำหรับคนที่เดินทางกันเองแค่ 1-2 คนไม่ต้องเสียเวลารอเจ้าหน้าที่จัดการกลุ่มใหญ่ให้

“เช้านี้มีพี่แอ็ดมาส่ง….55+”

 

หลังเครื่องบินไต่ระดับเรียบร้อยแล้ว แอร์โฮสเตสก็เริ่มเดินเสิร์ฟอาหาร และผมก็ไม่พลาดที่จะใช้สิทธิของลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ แอร์เอเชีย ที่เราสามารถแลกเครื่องดื่มบนเครื่องได้ในมูลค่า 60 บาท

 


Welcome to U Nimman Chiang Mai

หลังจากลงเครื่อง เราก็เดินทางมาที่โรงแรมกันต่อเลย และนี่เป็นข้อดีอีกหนึ่งอย่างของที่นี่ เพราะใช้เวลาแค่ 20 นาทีก็มาถึงโรงแรมแล้ว เดินทางได้สะดวกมาก ตัวโรงแรมตั้งอยู่ตรงหัวมุมของแยกรินคำพอดิบพอดี

 

วันนี้แดดค่อนข้างดีไปนิด เราเลยรีบเข้ามาด้านในโรงแรม เพื่อทำการเช็คอินกันดีกว่า (หนีร้อนก็บอกมาเหอะ)

Lobby ของที่นี่ตกแต่งเป็นโทนสีน้ำเงินกับชมพู เป็นคู่สีดูแตกต่าง แต่เข้ากันได้ดี และเป็นสีของยูนิฟอร์มของพนักงานที่นี่ด้วย

 

ระหว่างรอที่จะเช็คอิน ก็เดินดูรอบ ๆ ของโรงแรม ตัวพื้นที่ด้านนอก มีสวนหย่อมเล็ก ๆ ติดกับถนน ไม่ได้กว้างมาก แต่เป็นการเติมพื้นที่สีเขียวให้กับตัวโรงแรมได้เป็นอย่างดี และใน lobby จะมีอยู่มุมนึงที่เป็นภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของโรงแรมก่อนหน้านี้

 

ข้อดีอีกหนึ่งอย่างของที่นี่คือ เราสามารถเช็คอินเวลาไหนก็ได้ และสามารถอยู่ได้ 24 ชม. เต็ม คือ เช็คอินตอน 18:00 น. ก็จะสามารถเช็คเอ้าท์ได้ตอน 18:00 น. ของอีกวันนึง ทำให้เรามีเวลาพักผ่อนได้ 24 ชม. เต็ม ๆ ในตอนที่เราเช็คอิน ทางโรงแรมจะมีสบู่ให้เลือกได้ 2 จาก 4 กลิ่น (จริง ๆ อยากได้ทั้ง 4 กลิ่นเลยนะ หอม ๆ ทั้งนั้น)

หลังจากที่เช็คอินแล้ว เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่าห้องพักที่นี่มีแบบไหนกันบ้าง


Deluxe

ห้องพักแบบเริ่มต้นของที่นี่ มีจำนวนห้องให้พักมากที่สุดถึง 84 ห้อง ด้วยขนาด 36 ตรม. พร้อมที่นอนขนาด King size หรือ Twin bed (ในรูปเป็นที่นอนแบบ King size) มี minibar อยู่ด้านตรงข้ามกับห้องน้ำ ใช้การตกแต่งด้วยลายผ้าและหมอนที่มีกลิ่นอายทางเหนือ ด้วยขนาดห้องแบบนี้ อยู่กัน 2 คนแบบสบาย ๆ เลย

 

ห้องน้ำก็จะแบ่งเป็นห้องอาบน้ำแบบ rain shower กับห้องส้วมที่มีม่านบังสายตาให้ แต่ความพิเศษของห้องน้ำแบบนี้คือ สามารถเปิดประตู ของทั้ง 2 ฝั่งมาเชื่อมกันกลายเป็นห้องน้ำใหญ่ได้ เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้

 


Deluxe Balcony

ห้องพักแบบนี้จะคล้าย ๆ กับห้อง Deluxe แต่จะมีระเบียงเพิ่มขึ้นมา มีทั้งหมด 45 ห้อง ส่วนพื้นที่ก็คือ 36 ตรม. เหมือนกัน โดยตรงระเบียง สามารถทำเป็นส่วน Connection กับห้องข้าง ๆ ได้ เหมาะสำหรับคนที่มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนแล้วอยากได้ห้องติด ๆ กัน ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกและส่วนของห้องน้ำ ก็จะเหมือนกับห้อง Deluxe ครับ

 


One-Bedroom Suite

ห้องพักแบบนี้เป็นห้องพักที่กว้างสุดในการมารีวิวครั้งนี้ คือมีพื้นที่ 67 ตรม.  มีการแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่าง ห้องนอนกับห้องน้ำ เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะเจอส่วนรับแขกก่อน ซึ่งตรงนี้สามารถใช้โซฟาเป็นที่นอนได้อย่างสบาย ๆ มีมินิบาร์อยู่ด้านตรงข้าม

 

ในส่วนของห้องนอนตรงนี้ ต้องขอบอกว่ากว้างมาก มี Smart TV แบบฝังอยู่ตรงข้ามที่นอนเลย โดยจะมีประตูที่เชื่อมกับห้องน้ำอยู่ใกล้ ๆ แต่สามารถเลื่อนมาปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวได้

 

มาดูในส่วนห้องน้ำกันบ้าง เป็นพื้นที่กว้างขนานไปกับห้องนอนเลย เรียกว่าเป็นส่วนของห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว โดยเฉพาะ และในห้องพักประเภทนี้จะมีอ่างอาบน้ำให้ด้วย แช่อ่างไป ชมวิวไป เพลินเลย (สารภาพว่า อยากมีห้องแบบนี้อยู่ที่บ้านเลย สงสัยได้โดนบ่นว่าอาบน้ำนานแน่ ๆ)

 


Deluxe Corner

ห้องพักนี้เป็บแบบสุดท้าย และเป็นห้องที่เราพัก รายละเอียดเยอะหน่อย เลยเก็บไว้เป็นแบบสุดท้าย เป็นห้องพักขนาด 50 ตรม. และมีแค่ 6 ห้องเท่านั้น เป็นที่นอนขนาด King size เท่านั้น และมี Day bed ขนาดใหญ่ ไว้นอนเล่นชมวิวด้านนอกได้ (สามารถใช้เป็นที่นอนเสริมได้สบาย ๆ ) ส่วนของ Welcome fruit ก็มีขนมกลีบลำดวนให้ทานด้วย ชอบมากถ้าได้ชาร้อนสักด้วยก็แจ่มเลย

 

ห้องนี้มีลักษณะเป็น Studio Type แต่ก็มีพื้นที่เพิ่มเติมที่เป็นโต๊ะทำงานอยู่ทางด้านหลังที่นอน ไม่ได้กั้นแยกกันต่างหาก ทำให้ห้องดูกว้างขึ้นไปอีก

 

ห้องพักประเภทนี้จะมีระเบียง จากมุมของห้องนี้ สามารถมองเห็นห้าง Maya ที่อยู่ตรงหัวมุมเลย ด้านข้าง ๆ ก็คือ Think Park (ขวดเย็น ๆ อันใหญ่ ๆ 2 อัน ตรงนั้นแหล่ะ) ถึงบอกว่า Location ของโรงแรมนี้ดีมาก ขาดเหลืออะไรก็เดินข้ามฝั่งไปหาซื้อได้

 

ห้องน้ำของที่ U Nimman จะมีข้อดีอยู่หนึ่งอย่างคือ ห้องอาบน้ำ กับห้องส้วม จะแยกกันไม่ว่าจะเป็นห้องแบบไหน ทำให้แยกส่วนเปียกกับส่วนแห้งได้อย่างชัดเจน ในส่วนของ Amenity ก็มีให้ครบ และมีไดร์เป่าผมให้ใช้ด้วย

 

ความพิเศษของห้อง Deluxe Corner ก็คือ ตัวห้องอาบน้ำจะมี Rain Shower ให้ 2 ตัวครับ เรียกว่า อาบกันได้แบบสะใจ ของใครของมันก็ได้เลย แถมน้ำก็ไหลแรงเสียด้วย ออกไปเที่ยวมาเหนื่อย ได้แบบนี้สบายตัวมากมาย


เรามาดูกันหน่อยดีกว่าว่า ในห้องที่เราพักมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นมาตรฐานในหลาย ๆ ห้องที่เราดูมาตั้งแตแรกด้วย เริ่มด้วยทีวีที่นี่เป็น Smart TV ที่ใช้ระบบเชื่อมต่อ Internet สามารถเข้าดูช่องรายการปรกติ หรือจะดู Youtube ก็ยังได้

 

ห้อง Deluxe จะไม่มีตู้เสื้อผ้า แต่จะมี ราวแขวนผ้า พร้อมกับไม้แขวนกับเสื้อคลุมอาบน้ำให้ตามจำนวนคน อยู่จุดเดียวกับ ตู้เย็นกับมินิบาร์ ในส่วนของมินิบาร์ ทางโรงแรมจะเติมให้ตลอดทุกวันครับ

 

ในตู้เย็น จะมีเครื่องดื่มให้หลายประเภทครับ พร้อมกับ Welcome Drink ให้ตามจำนวนผู้เข้าพัก…..คือยังไง ? ก็คือสำหรับการเข้าพักที่นี่ เราสามารถเลือกเครื่องดื่มจากตู้เย็นที่มีให้ ได้คนละอย่าง ใครสะดวกน้ำอัดลมกระป๋อง หรือชาเขียวก็จัดไป หรือจะจัดเบียร์กระป๋องเย็น ๆ ก็ย่อมได้ แต่ได้แค่ครั้งเดียวนะครับ ไม่ใช่ตลอด นอกจากนั้นคิดเงินตามปรกติ…อ่อ แต่ในส่วนนมกล่อง มีให้ทุกวัน สำหรับเติมในกาแฟหรือชาได้ตามต้องการครับ

 


Eat @ Rincome

ห้องอาหารของโรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ มีชื่อว่า Eat@Rincome (อีท แอท รินคำ) เป็นห้องอาหารที่ให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น เรียกว่า All day dinning ก็ได้ มีทั้งส่วนของด้านในที่เป็นแอร์ หรือจะนั่งรับลมทางด้านนอกก็ได้ มาดูอาหารกลางวันที่นี่กันบ้างว่าน่ากินขนาดไหน

 

Phanaeng Moo – พะแนงหมูฉีกสโลนส์

ที่นำหมูมาอบกับแกงกะหรี่นาน 16 ชม. ราดบนกะหล่ำปลีม่วงเส้นอบ เสิร์ฟพร้อมผักชุบแป้งทอด กับแคปหมู จานนี้ถือเป็น Signature ของที่นี่ ความรู้สึกตอนที่กัดกะหล่ำปลีเส้น เหมือนได้กินหมูฝอยยังไงยังงั้นเลย เหมาะที่จะทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ มากครับ

 

Caesar Salad – ซีซาร์สลัด

ที่มีความพิเศษตรงใช้เนื้อปลาแซลมอนอย่างดี กับ Pancetta ที่หลาย ๆ คนรู้จักว่าเป็น เบคอนอิตาลี จริง ๆ มันไม่เหมือนกับเบคอนตรงที่การทำเบค่อนต้องเอาไปรมควัน แต่อันนี้ใช้การปรุงรสในการถนอมอาหารแทนการรมควัน บวกกับน้ำสลัดที่คลุ้กเคล้าได้กลมกล่อม อ่อ…อีกอย่างคือ ผักของที่นี่ใช้ผักของโครงการหลวงนะครับ รับรองได้ถึงคุณภาพ

 

Green Curry Fusilli – พาสต้าฟูลชิลลีผัดซอสครีมรสแกงเขียวหวาน

เป็นพาสต้าที่ผัดกับแกงเขียวหวานสไตล์ไทย กับปลาเทราต์รมควันจากโครงการหลวงครับ

 

Scallop Tempura – เทมปุระหอยเชลล์

หอยเชลล์ตัวใหญ่ ๆ ชุปแป้งทอดแบบบาง ๆ เสิร์ฟคู่กับยำสาหร่าย กับแตงกวา พร้อมซอส เทนซึยุ หรือซอสที่กินกับเทมปุระกับเกลือทะเล

 

Green Tea Crème Brûlée – ครีมบูเล่ชาเขียว

ปิดท้ายด้วยของหวานรสกลมกล่อม เป็นน้ำตาลทรายแดงคาราเมล กับวิปปิ้งครีม โรยด้วยผงชาเขียว กับขนมกลีบลำดวน

 


Facilities

จริง ๆ แล้วขนาดโรงแรมไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครัน เดี๋ยวจะพาไปดูแต่ละอย่างกัน เริ่มจาก “สระว่ายน้ำ” ก่อนเลย

 

Swimming Pool

สระว่ายน้ำของที่นี่ อยู่ด้านบนดาดฟ้า กดลิฟท์ ขึ้นไปชั้น 5 เดินขึ้นบันไดไปอีกนิดนึงก็จะเจอแล้วครับ มีขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่เล็ก ลึกประมาณ 1.10 เมตร

 

ที่ชั้นนี้จะมีบาร์ให้บริการลูกค้าชื่อว่า “the Splash Pool Bar” สามารถสั่งเครื่องดื่มมาจิบเย็น ๆ ขณะที่แช่น้ำได้หรือจะมานอนรับลมหลบแดด ที่นี่ในช่วงบ่ายก็ไม่เลวครับ

 

Gym

ในชั้น 5 มี Gym and Fitness Center ให้ใช้บริการฟรี (ใช้ key card ในการเข้าใช้บริการ) สำหรับใครที่รักสุขภาพ ไม่อยากขาดการออกกำลัง ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ใช้ ขนาดกว้างขวางกำลังดี เล่นกันได้หลายคน ไม่อึดอัด

 

ในส่วนของห้องอาบน้ำ ก็ออกแบบได้ดี มี locker ไว้ให้ใช้ฝากของด้วย และสำหรับใครที่ชอบซาวน่า ที่นี่ก็มีให้บริการด้วยครับ ในภาพเป็นของฝั่งผู้หญิงนะครับ ทางฝั่งผู้ชาย วันที่ไปมีคนใช้อยู่พอดี เลยไม่ได้เข้าไปถ่าย

 

ลงมาที่ด้านล่างของโรงแรม ใกล้ ๆ กับ Lobby จะมีบาร์น้ำให้บริการพร้อมเสิร์ฟ Mocktails ให้ตามที่ลูกค้าต้องการครับ

 

และบริการอีกหนึ่งอย่างที่ชอบมากคือ มีบริการจักรยานให้ใช้ฟรี สำหรับใช้ขี่ไปเที่ยวในบริเวณใกล้ ๆ นี้ พร้อมกับกุญแจล็อคให้ สำหรับใครที่อยากใช้ ให้ติดต่อที่ล็อบบี้ได้เลยครับ

 


ก่อนจะไปทานอาหารเย็น เราก็ขอเดินเก็บภาพโรงแรมตอนเย็นกันสักนิด ยอมรับว่า โรงแรมตกแต่งได้สวยครับ ชอบ มีความร่วมสมัย ตกแต่งด้วยลวดลายทางเหนือ กับประติมากรรมเหล็กรูปสัตว์ ที่ดูตอนกลางวันก็ว่าสวยนะ แต่พอตกกลางคืน ประดับไฟแล้วสวยเข้าไปใหญ่ จะถ่ายเซลฟี่ด้วยก็สวยไม่หยอก

 

ที่ชอบเป็นพิเศษคือประติมากรรมเหล็ก ที่เป็นรูปน้องควาย 3 ตัวนอนแช่น้ำ อยู่ด้านข้าง เป็นประติมากรรมที่นำเอาตัวหนังสือภาษาไทย มาประกอบขึ้นกันเป็นรูปลักษณ์ของสัตว์เวลาโดนแสงไฟใต้น้ำแล้วสวยไปอีกแบบ

 

เย็นนี้เรายังไม่ไปไหน ฝากท้องไว้ที่ ห้องอาหารรินคำ เหมือนเดิม ซึ่งเมนูเย็นนี้ เชฟ ทำเป็นอาหารแนวฟิวชั่น เป็นอาหารเหนือที่ตกแต่งสไตล์อิตาลี ใช้ส่วนผสมเป็นอาหารส่วนประกอบของอาหารทางเหนือ ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดจริง ๆ

 

Smoked Trout – ปลาเทราต์สดแล่บางจากยอดดอยอินทนนท์

ปลาเทราต์รมควันพร้อมใบมะกรูด เคเปอร์ และโรยหน้าด้วยเครื่องเคียง ทานคู่กับข้าวตัง กับน้ำจิ้มซีฟู๊ดแซ่บ ๆ

 

Gaeng Hang Lae Ka Kae – แกงฮังเลขาแกะตุ๋น

เป็นขาแกะตุ๋น ที่เอามาตุ๋นจนเนื้อนุ่ม ปรุงรสด้วย ถั่วพิตาชิโอ กับหอมซอยฝอยทอด และไม่ต้องห่วงสำหรับใครที่ไม่ชอบเนื้อแกะ เพราะกลิ่นแรง ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เชฟทำซะเกือบจะไม่เหลือกลิ่นเลย มีกลิ่นบาง ๆ ให้พอรู้ว่าคือเนื้อแกะ ขนาดแฟนผมไม่ชอบเพราะกลิ่นยังชมเลย

 

Larb Makue – ลาบมะเขือยาวกับกุ้ง

เป็นการนำเอามะเขือยาวมาย่างไฟ เหมือนกับตอนที่จะเอามาใช้ทำน้ำพริกหนุ่ม แล้วนำมาคลุ้กเคล้ากับเนื้อกุ้งลวก ปรุงรสลาบ เติมไข่ต้มในขั้นตอนสุดท้าย

 

Farmer’s Salad – สลัดฟาร์มเมอร์

เป็นสลัดผักสดที่มีทั้งถั่วหวาน มันฝรั่ง มะเขือตากแห้ง ถั่วแขก ราดด้วยน้ำสลัดกระเพรา พร้อมกับหมูยอ

 

Spicy Tagliatelle – พาสต้าตักเลียตาเล่

เป็นพาสต้าชนิดเส้นบาง (Tagliatelle) ผัดรสเผ็ดกับไส้อั่ว ราดด้วยครีมซอสกระเพรา

 

Tom Kha Gai – ต้มข่าไก่รมควัน

ต้มข่าไก่ แบบบ้าน ๆ ส่วนผสมก็ไม่ต่างจากที่เรา ๆ เคยกินกัน แต่ชอบตรงที่ เชฟต้มน้ำกระทิได้งวดได้ที่ ทำให้น้ำแกงค่อนข้างเข้มข้น

 

Fried Pineapple – สัปปะรดทอด ราดน้ำผึ้งและงาอบ

สัปปะรดทอด เคลือบด้วยน้ำผึ่งและงาย่าง ทานกับไอศกรีมวานิลา เข้ากันอย่างลงตัวมาก ๆ

 

Baked Apple Cobbler – แอปเปิ้ลคอบเบลอร์

แอบเปิ้ลอบ เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีม Movenpick รสวนิลา

 


Breakfast @ Rincome

มาดูในส่วนของอาหารเช้ากันบ้าง ไลน์อาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ที่นี่ เปิดให้บริการ 6:30 – 11:00 น. ครับ ไลน์เมนูที่เยอะอลังการ แต่เรียกว่าครบ และคัดสรรของดีมาทั้งนั้น อาหารทุกไลน์ สดและสะอาด และที่สำคัญคือจะมีอาหารและเครื่องดื่มที่เป็น signature ที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน


ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ อย่างอาหารจานหลักจานนี้ มีชื่อว่า “Northern Style Frittata with Chiang Mai Sausage” หรือก็คือ ไข่เจียวสเปน ทอดกับไส้อั่วใส่เชดด้าชีส โรยหน้าด้วย แฮชบราวน์กับกระเพากรอบ ซึ่งเมนูแบบนี้จะเปลี่ยนไปทุกวันครับ

 

และอยากจะบอกว่า ไม่อยากให้ทุกคนพลาดครับ จะอิ่มแค่ไหน ก็ต้องสั่งมาลองดูสักจาน ก็คือ Egg Benedict ที่นี่ทำอร่อยมาก ไข่แดงเยิ้มกำลังดี แถมวางหมูยอไว้เป็นไส้ด้วย (สารภาพว่า จัดไป 2 จานครับ)

 

ส่วนขนมที่ผมคิดว่าอร่อยและไม่ได้มีทุกวันด้วยก็คือ Waffle Charcoal หรือวัฟเฟิลที่มีส่วนผสมของถ่านครับ มันหอมแปลก ๆ ไม่ทำให้เลี่ยนน้ำมัน แล้วก็ไม่ได้มีทุกวันครับ ถือเป็น Signature อีกอย่างเหมือนกัน

 


Breakfast set Whenever Wherever

แต่สำหรับอาหารเช้าในเครือ U ความพิเศษก็คือ ถ้าไม่สะดวกจะมากินอาหารที่ห้องอาหารในตอนเช้าได้ (อาจจะมาถึงดึกเกิน ไม่อยากจะตื่น) คุณสามารถสั่งให้ทางโรงแรมมาเสิร์ฟอาหารตามสถานที่ ตามใจคุณเลย จะไปนั่งกินริมสระว่ายน้ำก็ได้ หรือจะทานกันในห้องก็ได้ตามต้องการ อย่างในชุดที่สั่งจะเป็นชุดที่มีชื่อเรียกว่า “NIMMAN SOI ONE BREAKFAST” เป็นข้าวต้มหมู พร้อมกับเครื่องเคียงกับผลไม้


หรือถ้าอยากทานอาหารเหนือแต่เช้า จะเลือกเป็นเมนู “KHANTOKE BREAKFAST” ก็ได้ครับ มีข้าวเหนียวกับน้ำพริกอ่องหรือน้ำพริกหนุ่ม พร้อมกับไส้อั่ว แคปหมู ผักต้ม เสิร์ฟพร้อมผลไม้กับน้ำผลไม้

 

“จะทานที่ไหนก็ได้ แม้แต่บนที่นอน (ระวังเลอะด้วยนะ) 55+”

 


Let’s check around

อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่า U Nimman Chiang Mai นี้อยู่ใน Location ที่ดีมาก ๆ เพราะอยู่ในย่านที่สะดวกไม่ว่าจะกิน จะเที่ยว ผมเลยลองทำมาให้ดูคร่าว ๆ ว่า มันมีอะไรบ้างที่อยู่รอบ ๆ โรงแรม

หรือแม้กระทั่งร้านอาหารแนว Food Truck ก็ยังมีให้เห็นยามค่ำคืน และเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติเสียด้วย

 


Chiang Mai 1 Day City Tour

มาเชียงใหม่ทั้งที อยากเที่ยวแบบง่าย ๆ ก็ทำได้ไม่ยากครับ ไม่ว่าจะมาเที่ยวกี่วันก็แล้วแต่ แต่ผมเองจะมีวันนึงที่จะต้องมา เข้าวัด ทำบุญ ไหว้พระ เพื่อเป็นสิริมงคล รับปีใหม่กันหน่อย ว่าแล้วก็กางแพลนกันเลย โดยวิธีการเที่ยวของเราคือ…..”เดิน” ครับ โดยนั่งรถมาจากโรงแรมมาลงที่จุดแรกที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร แล้วหลังจากนั้นก็คือเดินอย่างเดียวเลย จนไปจบที่วัดเชียงมั่น (กลัวรีวิวจะยาว จะสรุปเป็นข้อมูลสั้น ๆ แล้วกันนะครับ)

 

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

ที่เรามากันที่วัดนี้เป็นวัดแรกเพราะ วันนี้เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เป็นประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ที่มาสักการะ พระประจำเมืองเชียงใหม่กันก่อน

 

สำหรับสาว ๆ ในกรณีที่เข้าวัดให้ดีก็ควรจะหาผ้าสักผืนจะเป็นผ้าพันคอผืนใหญ่ก็ได้ เอามาใช้พันเอว ในกรณีที่นุ่งกางเกงขาสั้น และยังใช้ในโอกาสอื่น ๆ ได้อีกด้วย

 

ในส่วนของ พระพุทธสิหิงค์ จะประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำด้านใน ด้านในวิหาร มีภาพลายทองพื้นแดงเป็นลวดลายต่างๆ ผนังวิหารด้านเหนือมีภาพจิตรกรรม เขียน เรื่องสังข์ทอง ส่วนด้านใต้จะเป็นเรื่องเรื่องสุวรรณหงส์

 

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

วัดสำคัญอีกหนึ่งวัดของเมืองเชียงใหม่ เป็นพระอารามหลวงแบบโบราณ สิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ พระเจดีย์หลวง ที่มีขนาดความกว้างด้านละ 56 เมตร ถึงแม้ยอดของพระเจดีย์จะหายไป แต่ก็ยังเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยังมีเอกลักษณ์และดูน่าศรัทธา

 

วัดพันเตา

เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่กับวัดเจดีย์หลวง จุดเด่นคือพระวิหารที่เป็นไม้สักทั้งหลัง หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็นรูปที่มีพระสงฆ์นั่งสมาธิ และมีการจุดประทีป เค้าเรียกว่า “พิธีถวายผางประทีป วันอาสาฬหบูชา” ก็ที่วัดนี้แหล่ะครับ

 

หลังจากนี้ก็แวะกินมื้อกลางวันกันที่ “ก๋วยจั๊บ สามกษัตริย์” จัดไปคนละชามเครื่องแบบจัดเต็ม (เค้าว่าราคาสูง แต่ดูจากปริมาณแล้วคุ้มอยู่) กับหมูกรอบกับอีกหนึ่งจาน ด้วยความหิวรีบไปนิดนึง ลืมคิดไปว่าน่าจะสั่งเป็นหมูกรอบ+ไส้ น่าจะดีกว่า

เมื่ออิ่มกันแล้วก็ไปต่อครับ ยังเหลืออีก 1 วัดที่จะไปสักการะ

 

วัดเชียงมั่น

วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นวัดแรกในเขตกำแพงเมือง วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสําคัญของเชียงใหม่ คือ พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว

 

ทางด้านหลังของพระอุโบสถ จะมี เจดีย์ช้างล้อม เป็นเจดีย์รูปทรงสถาปัตยกรรมล้านนาฐานช้างล้อม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1840 ในสมัยพญามังราย ซึ่งเจดีย์นี้ กรมศลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วเมื่อ พ.ศ. 2478

 

หลังจากนั้นก็ได้เวลาไปเดินหาซื้อของฝากหล่ะครับ เพราะในวันนี้เราจะบินกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเย็น

ธรรมดาเวลาจะไปซื้อของฝากกัน ก็จะไปกันที่ ตลาดวโรรส หรือว่า กาดหลวง แต่วันนี้เราจะไปเดินหาซื้อกันอีกที่นึง เพราะอยู่ใกล้กับโรงแรม จะได้ซื้อเสร็จจะได้กลับโรงแรมได้ง่าย ๆ เลย ก็คือ “ตลาดต้นพยอม”


ตลาดสุเทพ (ตลาดต้นพยอม)

ตลาดต้นพยอมนี้ มีอีกชื่อว่า ตลาดหลังมอ เพราะอยู่ด้านหลังของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนหน้านี้เป็นแค่ตลาดสด (ตอนนี้ก็ยังมีของสดขายอยู่ปรกตินะ) แต่ตอนนี้มีในส่วนของฝากขายด้วย อาจจะมีไม่เยอะเท่าที่ตลาดวโรรส แต่เดินง่าย สบาย คนไม่เยอะมาก ของฝากก็มีเหมือนกัน ราคาก็ไม่ได้แตกต่างกันกับที่กาดหลวง

 

มีทั้งน้ำพริกหนุ่มเจ้าดัง แหนมกระดูกหมู ไส้อั่ว หมูยอ ผลไม้สด ผลไม้แห้ง มีให้เลือกหลายร้าน ชิมได้ทุกร้านเหมือนกัน

 

ในส่วนของแคปหมู ก็มีหลายแบบทั้งที่เป็นแบบไร้มัน ติดมันแบบหลายระดับด้วย ติดมันน้อยหนังเยอะ ติดมันกลาง ๆ หรือมันอย่างเดียว คล้าย ๆ หมูกระจก ที่เราคุ้น ๆ กันเหมือนของฝากที่เชียงรายก็มี จะจัดกี่ขีดก็บอกกับแม่ค้าได้เลย ทอดกันแบบสด ๆ ใหม่ ๆ จากเตากันเลย

 

หลังจากซื้อของฝากเรียบร้อย ก็กลับมาที่โรงแรมเพื่อเอากระเป๋าที่ฝากเอาไว้เพื่อเตรียมตัวกลับกันละครับ จากตลาดต้นพยอม ก็วิ่งรถมาแค่แป็บเดียวเองครับ จะเสียเวลานิดหน่อยก็ตรงรถติดตรงเส้นถนน นิมมานนี่แหล่ะ

มาสรุปข้อดี ข้อด้อยของโรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ กันดีกว่า

ข้อดี

  • อยู่ใกล้สนามบินเชียงใหม่ ทำให้เดินทาง ไป-กลับ สะดวก แค่ 20-30 นาทีเท่านั้น
  • อยู่ใกล้แหล่งที่กิน ที่เที่ยว ย่านสำคัญ ๆ
  • การเช็คอินได้ตลอด 24 ชม. และพักได้ 24 ชม. เต็ม
  • มีบริการอาหารเช้าถึงห้องนอน เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ต้องรีบไปทานอาหารเช้าที่ไลน์ ในกรณีที่ไม่สะดวก
  • บริการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียด อย่างการเลือกกลิ่นสบู่ตามที่ต้องการ หรือ Welcome Drink แบบที่อยากได้จากตู้เย็นในห้อง
  • มีจักรยานให้ยืมใช้ฟรี
  • ข้อนี้สำคัญคือ ในทุกการเข้าพักในแต่ละคืน รายได้จากค่าเข้าพัก ประมาณ 1 USD (30 กว่าบาทไทย) จะถูกนำไปบริจาคให้กับ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ในชื่อโปรแกรมที่เรียกว่า “U Make a Difference”

ข้อด้อย

  • ในห้องน้ำ ไม่มีฮุคสำหรับแขวนผ้าเช็ดตัว (แจ้งทางโรงแรมตอนเข้าพัก น่าจะมีการปรับปรุงแล้ว)
  • สิ่งอำนวยความสะดวกอาจจะไม่ได้ มีให้บริการ เหมือนเครือ ยู ที่อื่น ๆ อย่างห้องสปา เพราะด้วยขนาดที่เป็นโรงแรมอาคารที่พัก และเน้นความสะดวกสบายในการเข้าใช้
  • Smart TV มีการดรอปของสัญญาณอินเตอร์เน็ตเล็กน้อย

และนี่ก็เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่ผมได้ไปสัมผัสมา ยอมรับว่าการได้เข้าพักในโรงแรมแบบนี้ เทียบกับราคาห้องที่กำหนด ถือว่าไม่แพงเลย เพราะได้อะไร ๆ หลายอย่างมากกว่าที่คิด และชอบมากในความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการพัก หรือทำเลที่อยู่กลางแหล่งสุดฮิตในเมืองเชียงใหม่ คิดว่าถ้ามีโอกาสได้กลับมาเชียงใหม่อีกที ก็จะกลับมาพักอีกทีแน่นอนครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นข้อมูลสำหรับการติดสินใจเลือกพักที่ ยู นิมมาน เชียงใหม่ นะครับ

อาการของศรีภรรยา ตอนที่บอกว่า “ได้เวลากลับกันแล้ว”…..

 


โรงแรม U Nimman Chiang Mai

เลขที่ 1 ถ. นิมมานเหมินทร์ ต. สุเทพ
อ. เมือง จ. เชียงใหม่ 50200, ประเทศไทย

เบอร์โทร : +66 52 005 111

แฟกซ์ : +66 52 005 112

Email : reserve@unimmanchiangmai.com

Fanpage : https://www.facebook.com/UNimman/

แผนที่ : https://goo.gl/maps/nvMukJKRFHw

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

4 + 2 =